“บลจ.วรรณ”...เชื่อมโยงการลงทุนสู่ ‘ไลฟ์สไตล์’ ของคน

ในทำเนียบ “บริษัทจัดการลงทุน” ณ สิ้นปี2018 บลจ.ที่ไม่ใช่ลูกแบงก์ที่มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) มากที่สุดเป็น ‘อันดับ1’ นั้น ได้แก่ “บลจ.วรรณ” ด้วยขนาด 1.15 แสนล้านบาท เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีประวัติยาวนานย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคจัดตั้งอุตสาหกรรมกองทุนในปี1992 เลยทีเดียว เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับ “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ จำกัด ผู้บริหารหนุ่มใหญ่ไฟแรงของ บลจ.แห่งนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ จึงไม่พลาดที่ซักถามเรื่องราวต่างๆ มาฝากกันเช่นเคย


Wealthythai : ช่วงที่ผ่านมามีข่าวเยอะมากเกี่ยวกับการย้ายค่ายของคุณพจน์ ข่าวว่าจะไปเติบโตในบลจ.ที่ใหญ่กว่า จริงเท็จอย่างไรในเรื่องนี้?

พจน์ : (สีหน้าจริงจัง...สะท้อนถึงอารมณ์ส่วนลึกได้เป็นอย่างดี) ทราบข่าวลือเรื่องนี้เช่นกันและมีมาเป็นระยะๆ ตลอดตั้งแต่กลางปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และจะขอยืนยันเลยว่า...ผมยังอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปไหน ทีมงานที่ผมชวนมาอยู่ที่นี่จะให้ไปไหน ก็ไม่ทราบว่าคนที่ปล่อยข่าวนี้ออกมาต้องการอะไร? แต่ผมมาที่นี่...เพื่อจะมาสร้าง ‘บลจ.วรรณ’ ให้เติบโต นั่นคือสิ่งที่ตั้งใจจะทำเมื่อมาร่วมงานกับที่นี่

“ปัจจุบันสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ของบริษัท มากกว่า 1.27 แสนล้านบาท แล้ว ‘สูงสุด’ ตั้งแต่ตั้งบริษัทมาเป็น ‘All Time High : ATH’ ไปแล้ว ในปีนี้เราก็น่าจะโตไปจบได้ไม่ต่ำกว่า 1.3 แสนล้านบาท ก็ยืนยันเลยว่า...ไม่ได้ไปไหน และยังอยู่ที่นี่แน่นอน”

 
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (ณ 31 ม.ค. 19)
ประเภทกองทุน ล้านบาท สัดส่วน (%)
กองทุนรวม 51,661.01 40.65%
กองทุนส่วนบุคคล 28,810.50 22.67%
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 46,616.78 36.68%
รวม 127,088.29 100%

                                                                     ที่มา : www.aimc.or.th

 

Wealthythai : แล้วเรื่องธุรกิจ ‘Mobile App’ ช่วยอุดจุดอ่อนในเรื่องเครือข่ายสาขาได้อย่างที่ตั้งใจไว้มั้ย?

พจน์ : ตอนแรกเราก็คิดว่า Mobile App” จะมาแก้ไขเรื่อง ‘ปมด้อย’ ที่เราไม่มีเครือข่ายสาขาแบงก์ได้ แต่ต้องยอมรับว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังไว้ บริษัทมีประวัติศาสตร์มายาวนาน แล้วลูกค้าส่วนใหญ่เองมีอายุเฉลี่ย 55 ปี และเป็นเพศหญิง เขาอาจไม่ได้ใช้มือถือในการทำธุรกรรมเป็นหลักอาจเพราะไม่มั่นใจ ยังคงเลือกใช้บริการแบบเดิมๆ อยู่ แต่ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่นอยู่กับบริษัทมานาน

“ช่วงที่ผ่านมาเราพยายามเชื่อมโยงการลงทุนสู่ไลฟ์สไตล์ของคนเรื่อง ‘กิน-เที่ยว-ช้อป’ ผ่าน ‘The 1Card’ ซึ่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวในกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทที่เราได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ ‘เซ็นทรัล กรุ๊ป’ เมื่อลงทุนกับกองทุนของบริษัทแล้วได้ point แล้วสะสมเพื่อนำไปใช้บริการร้านค้าต่างๆ ในเครือเซ็นทรัลได้จะกิน จะช้อป หรือลงทุนกับเราได้ล้านละ 1,000 ไมล์ ร่วมมือกับ ‘การบินไทย’ สะสมไปเรื่อยๆ ลงทุนครบ 100 ล้านบาท ก็ได้ 100,000 ไมล์ ไปแลกตั๋วไปยุโรปได้แล้ว หรือการจับมือกับ ‘ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)’ สำหรับคนที่เป็นลูกค้ากับเรามา 1 ปี มีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ไปขอกู้ที่ ธอส.ได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.25% ถูกกว่าไปกู้เอง เป็นต้น”


Wealthythai : การพยายามเชื่อมโยงการลงทุนกับ ‘Life Style’ ของผู้ลงทุนนั้น คาดหวังอะไร?

พจน์ : (ยิ้มเล็กน้อย...) ไม่อยากให้การลงทุนเป็นเรื่อง ‘ไกลตัว’ อยากให้เป็นเรื่อง ‘ใกล้ตัว’ มากกว่า ลงทุนแล้วได้ point มาใช้ ‘กิน-เที่ยว-ช้อป’ ได้ด้วยนะ แบบนั้นมากกว่า และหลังสงกรานต์บริษัทจะเปิดตัว ‘One Club’ เพื่อดูแลลูกค้าของบริษัทที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไปเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งตรงนี้เหมือนเป็นการกลับมาดูแลลูกค้าส่วนใหญ่ของเรามากกว่า รายละเอียดอาจจะยังขออุบไว้ก่อน (หัวเราะชอบใจ...)

“ถามว่าคาดหวังอะไร เราคงมองไปถึงคนรอบข้างลูกค้าของเราด้วยเช่นกัน ที่จะติดตามเข้ามาสัมผัสและเข้ามาเป็นลูกค้าของเราในอนาคตต่อเนื่องไปจากรุ่นสู่อีกรุ่นไปด้วย”

 

Wealthythai : มองการเติบโตในปีนี้ไว้อย่างไรบ้าง ภายใต้ข้อจำกัดที่เราไม่ใช่ลูกแบงก์

พจน์ : ปีนี้ AUM เราน่าจะโตไปจบสิ้นปีไม่น้อยกว่า 1.3 แสนล้านบาท แม้เราจะไม่มีเครือข่ายสาขาแบงก์เป็นของตัวเอง แต่ไม่เป็นไร ปัจจุบันหลายแบงก์ก็เป็น Open Architecture กันหมดแล้ว เราก็มี ‘พันธมิตร’ ทั้งที่เป็น

  • แบงก์ไทย
  • แบงก์ต่างประเทศ
  • บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)
  • บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.)
  • ตลอดจนประกันชีวิตที่ทำ Unit Link นำโพรดักต์ของเราไปขายให้

 

นอกจากนี้ยังมีแบงก์รวมถึงโบรกเกอร์ที่เป็นพันธมิตรมาให้เรา Wrap กองทุนให้เขาโดยเฉพาะ ซึ่งตรงนี้ก็ช่วยสนับสนุนการเติบโตได้เป็นอย่างดี ทำกองมาแล้วแบงก์เอาไปขายให้ลูกค้าเขาได้กองละเป็น 1,000 ล้านบาท ถ้าเราทำขายเองอาจจะขายได้กองละ 200 -300 ล้านบาท กว่าจะได้ 1,000 ล้านบาท ก็เหนื่อยพอสมควร ตรงนี้ก็ช่วยได้มาก ตอนนี้ก็มีแบงก์ประมาณ 4 แบงก์ มาขอให้เรา Wrap กองใหม่ให้เขาแล้ว และช่วงที่เหลือของปีก็หวังว่าจะมีเพิ่มเข้ามาอีก ถือเป็นการจับมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างการเติบโตที่ค่อนข้างรวดเร็ว

“ที่เขามาให้เรา Wrap กองให้ เพราะบริษัทเป็นองค์กรที่มีความ ‘ยืดหยุ่นสูง’ จะตั้งกองขึ้นมาสามารถใช้กระบวนการในการจัดตั้งที่เร็วกว่าบลจ.ขนาดใหญ่โดยทั่วไป นี่ถือเป็น ‘จุดเด่น’ อีกประการของบริษัทเลยทีเดียว”

นอกจากนี้เราก็มีโอกาสจะโตจากธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนส่วนบุคคลเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน เพราะผลงานในการบริหารกองทุนทำได้ดี ทีมงานผู้จัดการกองทุนก็มีประสบการณ์และอยู่กับเรามานาน มี Turnover ต่ำมากแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม เมื่อมีการ Bid งานทำให้เรามีโอกาสลุ้นตลอดเช่นกัน ซึ่งตรงนี้อาจจะผลักดันให้ AUM ในภาพรวมปีนี้ไปไกลได้มากกว่าที่คิดก็ได้เช่นกัน

ก่อนจาก “พจน์” ทิ้งท้ายไว้ว่า การไม่มีสาขาไม่ใช่ข้อจำกัดในการเติบโต เราจะโตโดยดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนไปพร้อมๆ กันทั้ง ‘ลูกค้า’ ‘ผู้ถือหุ้น’ ‘พันธมิตร’ ทางธุรกิจ ตลอดจน ‘พนักงาน’ ให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน และนั่นก็สะท้อนผ่านทุกสิ่งที่เราได้ทำมาตลอดและจะเดินหน้าทำต่อไป