“อินเดีย-ยุโรป”...โอกาสลงทุนฝ่ากระแส ‘Trade War’

กระแสหลักที่โลกจับตาในตอนนี้เป็นเรื่องของ “สงครามการค้า (Trade War)” ระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ปกคลุมบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอยู่ในตอนนี้ แต่โอกาสการลงทุนในโลกก็ยังมีอยู่ ในงานสัมมนาเรื่อง ‘Where are Opportunities in DM&EM’ ซี่งจัดโดย ‘บลจ.กรุงไทย’ ร่วมกับ ‘INVESCO’ นั้น ได้ชี้ช่องถึงโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจใน 2 ประเทศ จาก 2 ค่ายเศรษฐกิจ คือ “อินเดีย” และ “ยุโรป” ซึ่งทางทีมงาน Wealthythai ไม่พลาดที่จะเก็บเรื่องราวดีๆ มาฝากกันเช่นเคย

 


“หุ้นอินเดีย”...พร้อมทะยานตามทิศทางเศรษฐกิจที่เติบโต


การเลือกตั้งของ “อินเดีย” ผ่านพ้นไปแล้ว และนายกโมดีได้กลับมาเป็นรัฐบาลสมัยที่2 ด้วยคะแนนท่วมท้นและจะอยู่ผลักดันนโยบายต่างๆ ไปอีก 5 ปี


Chandrashekhar Sambhshivan” ผู้จัดการกองทุนของ Invesco India Equity Fund ยกเอาข้อมูลสถิติเลือกตั้งมากางให้ฟังว่า ในการเลือกตั้ง 7 ครั้งหลังสุดนั้น ถ้าคุณลงทุนในหุ้นอินเดียก่อนเลือกตั้ง 6 เดือนแล้วถือต่อไปหลังเลือกตั้งอีก 24 เดือน (2 ปี) สามารถทำกำไรได้เสมอทุกครั้ง เป็นการตอบคำถามไปในตัวสำหรับนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในหุ้นอินเดีย เขายังบอกอีกว่า ดังนั้นอย่าไปสนใจเลยว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลตราบเท่าที่เศรษฐกิจของประเทศยังเติบโต กำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโต ก็จะสะท้อนกลับมาในตลาดหุ้นเองเพราะเจ้ามือตัวจริงในตลาดหุ้นคือ ‘กำไรบริษัทจดทะเบียน’ นั่นเอง

 
( Mr.Chandrashekhar Sambhshivan )


แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของอินเดียล่าสุดที่ประกาศออกมา 5.8% จะต่ำสุดในรอบ 5 ปี แต่เราไม่กังวลและคาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี19 นี้และสามารถเติบโตทั้งปีได้ที่ระดับ 7.2 – 7.5% ในขณะที่ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของอินเดียเองก็อยู่ในระดับที่เหมาะสมเฉลี่ย 4% บวกลบ ในขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 5.2% ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นในโลก


“จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวขึ้นไปทำ New High เรียบร้อยแล้ว แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาไม่ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดคาดว่าในการประชุมธนาคารกลางอินเดียครั้งต่อไปจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% และยังมีกระสุนอีกมากที่จะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย นอกเหนือไปจากศักยภาพในการกระตุ้นผ่านนโยบายการคลังทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ตลอดจนการปฏิรูประบบภาษีของอินเดียซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของอินเดียในระยะถัดไปอย่างมาก”


Chandrashekhar ยังบอกอีกว่า Market Cap. ของหุ้นอินเดียในช่วง 12 เดือนล่าสุด (ณ พ.ค. 19) ก็ปรับตัวลงเช่นกัน แต่ก็ปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดอื่นในโลก สะท้อนให้เห็นว่าหุ้นอินเดียได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และไม่อยากให้นักลงทุนมองดูความถูกแพงของหุ้นอินเดียผ่านตัวเลข Valuation เพียงอย่างเดียว แต่อยากให้มองถึง

  1. Market Cap ตลาดหุ้นอินเดียต่อ GDP กลับมาอยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ยที่ 71% อีกครั้ง จากที่เคยขึ้นไปสูงก่อนหน้า

  2. ผลตอบแทนจากส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวดีขึ้นหลังจากปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงปี14-18 ได้ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ มาสู่ 14.9% (ค่าเฉลี่ย 10 ปี 14.8%)  

  3. เปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลก อย่าดูเพียงตัวเลข Valuation ของตลาดเพียงอย่างเดียว


“ตั้งแต่ปี14 เป็นต้นมา มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิในกองหุ้นอินเดียทุกเดือน สะท้อนถึงพฤติกรรมการเก็บเงินของคนอินเดียจากในอดีตที่เก็บในสินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำมาสู่สินทรัพย์ทางการเงินมากขึ้น รวมถึงเงินฝากธนาคารที่มีการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญซึ่งจะไปหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต”

 


หลีกผลกระทบ
Trade War…สู่ “หุ้นกลาง-เล็ก” เติบโตสูงในยูโรป


กระแสหลักของโลกตอนนี้เป็นเรื่องของ ‘Trade War’ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง เงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ โฟกัสไปอยู่ในเรื่องเหล่านี้ทำให้ ‘ยุโรป’ ดูจะเลือนหายไปจากเรดาห์การลงทุนของโลก แม้ล่าสุดจะมีประเด็นเรื่อง Brexit” แต่ถ้าเป็นการออกอย่างมีกระบวนการและขั้นตอนเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบอะไร น่าจะเอาอยู่


นี่คือมุมมองของ Erik Johan Esselink” ผู้จัดการกองทุนของ Invesco European Small Cap Equities Fund เขายังแสดงความเห็นต่อไปว่า หุ้นสหรัฐแพงไปแล้ว หุ้นขนาดใหญ่ในโลกก็มีน้ำหนักของหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลักซึ่งในช่วงต่อไปอาจไม่ได้ดีมากเหมือนช่วง 15 ปีที่ผ่านมาอีกแล้ว นักลงทุนจึงหลับออกจากหุ้นสหรัฐไปลงทุนในสินทรัพย์ที่คุ้มค่าความเสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้น Defensive หรือหุ้น Healthcare เป็นต้น หลังจากวิกฤติเมื่อ 10 ปีก่อน ยุโรปมีพัฒนาการเชิงบวกมาต่อเนื่อง หากดูตัวเลข ‘PMI-ภาคบริการ’ ปรับตัวขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 50 แล้ว แม้ว่า PMI-ภาคการผลิตยังต่ำกว่า 50 โดยปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจของยุโรปนั้นมาจาก ‘การใช้จ่ายภาครัฐ’ และ ‘การบริโภคเอกชน’ เป็นสำคัญ จากค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้คนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น


“บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกถูกปกคลุมไปด้วยเรื่อง Trade War ซึ่งหากมองดูดีๆ ด้วยการเฟ้นหาจะพบว่ายังมีหุ้นที่มีคุณภาพและไม่ได้รับผลกระทบจาก Trade War ที่ยังคงมีการเติบโตสูงให้ลงทุนอยู่ นั่นคือ ‘หุ้นขนาดกลาง-เล็กในยุโรป’ นั่นเอง”

 
( Mr.Erik Johan Esselink )


Erik Johan Esselink บอกถึงกลยุทธ์ของ “กอง Invesco European Small Cap Equities Fund” ให้ฟังว่า ได้มีการปรับมาลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก Trade War และไม่มีการพึ่งพิงปัจจัยภายนอกประเทศ แต่เน้นการค้นหาหุ้นที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัวเอง มีการเติบโตที่สูง ในราคาที่ถูกเพื่อเข้าลงทุน โดยจะจัดแบ่งกลุ่มหุ้นเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

  1. หุ้นที่สามารถโตเท่าตัวใน 5 ปี ข้างหน้า จะเน้นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลที่ดี มีรายได้เติบโตสูง สินทรัพย์เติบโตต่อเนื่อง

  2. หุ้นที่โตเท่าตัวใน 3 ปี ข้างหน้า จะเน้นในเรื่องของผลการดำเนินงาน ไม่เน้นเงินปันผล หุ้นที่มีโอกาสจะมีการเติบโตที่สูง ในราคาที่ถูกและรอคนอื่นเข้ามาค้นพบ

  3. หุ้นที่โตเท่าตัวแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร เราจะหาหุ้นที่เรารู้ว่าราคาไม่สามารถอยู่ระดับนี้ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่จะมีปัจจัยเข้ามาผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึงระดับที่ควรจะเป็น

“ด้วยกลยุทธ์การลงทุนดังกล่าว ในการลดความเสี่ยงของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลกลงทั้งหมด ดูเฉพาะความเสี่ยงเฉพาะตัวของหุ้นเพื่อลงทุน ในราคาที่เหมาะสม ขยับเข้ามาในหุ้นขนาดกลาง-เล็กในยุโรปมากขึ้น (ไม่มีหุ้นในอังกฤษ) ถ้าถือลงทุนระยะ 3 ปี ขึ้นไป สามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกให้กับผู้ลงทุนได้อย่างต่อเนื่องและจากนี้ไปเราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดและหากมีระยะเวลาการลงทุน 3 – 5 ปีก็เชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่ากับความเสี่ยงเช่นเดียวกัน”


นี่ถือเป็นอีก 2 กลยุทธ์การลงทุนในหุ้น “อินเดีย-ยุโรป” ที่สามารถตอบโจทย์การลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในท่ามกลางกระแสสงครามการค้าโลก (Trade War) ที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนจะกระจายไปมากน้อยเพียงไหนนั้น ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของคุณเองเป็นสำคัญ