หุ้น SAWAD ยังน่าซื้ออยู่ไหม?

ช่วงไตรมาส 2 แบบนี้ เป็นช่วงขาลงของหุ้นสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค หรือการเติบโตของเศรษฐกิจโดยตรง ทำให้หุ้นหลายตัวในกลุ่มปรับตัวลดลงไปค่อนข้างมาก แม้ว่าจะเป็นหุ้นยอดนิยมก็ตาม ทำให้ วันนี้เลยอยากชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจหุ้น “SAWAD” หรือ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ยังปรับตัวบวกได้สวนทางกับบริษัทอื่นๆ ทำให้ SAWAD หนึ่งในหุ้นที่น่าสนใจอีกตัวว่า Performance ตอนนี้ยังน่าสนใจอยู่หรือไม่ และน่าลงทุนอยู่หรือไม่

 


SAWAD
เริ่มต้นธุรกิจในต่างจังหวัด


SAWAD เป็นธุรกิจของครอบครัวแก้วบุตตา ที่ให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถในจังหวัดเพชรบูรณ์ ก่อนจะปรับโครงสร้างใหม่โดยเข้าซื้อหุ้นบริษัท เงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) โดยปัจจุบันมีสัดส่วน 45.34% ของทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว และในปีนี้บริษัทจะร่วมทุนกับ Cathay Financial Holding Co., Ltd. บริษัทที่ประกอบธุรกิจการเงินและประกันภัยในไต้หวัน ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีและธุรกิจการเงิน


การทำธุรกิจของบริษัท ลงทุน Holding Company นอกจากนี้ทำธุรกิจเงินทุนและให้บริการสินเชื่อผ่านบริษัท เงินทุนศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เงินสดทันใจ จำกัด เช่น สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค สินเชื่อรถแลกเงิน สินเชื่อเช่าซื้อจักรยานยนต์ใหม่ สินเชื่อรถแลกเงิน สินเชื่อบ้านแลกเงิน เป็นต้น นอกจากนี้มีบริการตรวจสอบ ติดตาม เร่งรัดหนี้สิน ทำแพลตฟอร์มบริการปล่อยสินเชื่อ


ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 กลุ่มบริษัทมีลูกหนี้สินเชื่อรวม 29,433 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • บัญชีลูกหนี้สินเชื่อทะเบียนรถตามสัญญาเงินกู้รวม 12,27 ล้านบาท หรือคิดเป็น 42.26% ของสินเชื่อรวม
  • บัญชีลูกหนี้สินเชื่อทะเบียนรถตามสัญญาเช่าซื้อรวม 2,96 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.36% ของสินเชื่อรวม
  • บัญชีลูกหนี้สินเชื่อบ้านและที่ดิน รวม 10,30 ล้านบาท หรือคิดเป็น 37.35% ของสินเชื่อรวม
  • บัญชีลูกหนี้สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพและสินเชื่อส่วนบุคคล รวม 3,47 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.03% ของสินเชื่อรวม



ตลาดรถแลกเงินแข่งขันสูง


ตลาดสินเชื่อทะเบียนรถมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นเล่มทะเบียนรถ โดยทาง SAWAD คาดการณ์ว่ามีผู้มีรายได้น้อยราว 18-20 ล้านคน ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน


และภายหลังครบกำหนดโครงการรถคันแรก ผู้ประกอบการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ได้ขยายธุรกิจมายังธุรกิจให้สินเชื่อ “รถแลกเงิน” มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง ทำให้มีผู้ประกอบการลงมาเล่นหลากหลายกลุ่ม   


กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประจํา
เช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้



ส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทในเครือธนาคารพาณิชย์ เช่น

  • กรุงศรี ออโต้ (Car4Cash)
  • ธนาคารทิสโก้ (TISCO Auto Cash)
  • ธนาคารธนชาต (รถแลกเงิน หรือ Cash Your Car)
  • ธนาคารกสิกรไทย (K-Car to Cash)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ (My Car My Cash)
  • กรุงไทยธุรกิจลิสซิ่ง (KTBL Car Convenience Cash)

กลุ่มลูกค้าเกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ลูกจ้างโรงงาน ลูกจ้างทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่มีโอกาสและทางเลือกในการเข้าหาสินเชื่อที่ค่อนข้างจํากัด ตัวอย่างของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ เช่น

  • บริษัท เงินติดล้อ จํากัด
  • บริษัท จี แคปปิตอล จํากัด (มหาชน)
  • บริษัทเมืองไทยแคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (ชื่อเดิม เมืองไทย ลิสซิ่ง จํากัด )
  • บริษัท นิ่ม ซี่ เส็ง ลิสซิ่ง จํากัด



หุ้น SAWAD ยังน่าซื้ออยู่ไหม?


ในด้านราคาหุ้น ถ้าเทียบ SAWAD กับ บริษัท จี แคปปิตอล จํากัด (มหาชน) หรือ GCAP และบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC พบว่าราคาหุ้น SAWAD ปรับตัวขึ้นสูงสุด 23.33% โดยราคา ณ วันที่ 24 มิถุนายน อยู่ที่ 55.50 บาท จากราคาสิ้นปี 2561 ที่ 45.00 บาท ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในกลุ่ม
 

บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด ให้ราคาเป้าหมาย SAWAD ปีนี้ที่ 59 บาท และปรับประมาณการกำไรปี 2562-2563 ขึ้นอีก สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้าง ขณะที่กำไรสทุธิไตรมาส 2/2562 คาดว่าจะมีกำไรราว 840 ล้านบาท แม้ว่าไตรมาสที่ 2 ถือว่ายังเป็นไตรมาสที่ซบเซาของสินเชื่อรายย่อย เนื่องจากเป็นไตรมาสที่มีวันหยุดยาวมาก แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว บวกไป 38%


ขณะที่มาตรฐานบัญชีใหม่ไม่กระทบผลการดำเนินงาน ทั้งยังได้ผลบวกจากการที่ SAWAD แจ้งการหุ้นในบริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BFIT เพิ่มเป็น 77.95% จากการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม โดย SAWAD จะทำคำเสนอซื้อหุ้น (Tender offer) หุ้น BFIT จำนวนที่เหลืออีก 22% ต่อไป โดยกำหนดราคาเสนอซื้อที่ 18 บาทต่อหุ้น คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2562


บล.เมย์แบงก์ ให้ราคาเป้าหมาย 58 บาท โดยแนะนำเข้าซื้อที่ราคา 53.50-54.50 บาท เนื่องจากคาดการณ์ว่ากำไร SAWAD ปีนี้โต 25-30% ขานรับพอร์ตสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้น และค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองที่ลดลง ส่วนแนวโน้มสัดส่วนการถือ BFIT ที่มากขึ้น คาดจะส่งผลบวกต่อการทำธุรกิจผ่าน BFIT อย่างเต็มที่ในช่วงถัดไป


บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ให้ราคาเป้าหมาย 59 บาท เชื่อปีนี้จะกลับมามีกำไรเติบโตสูงโดดเด่น จากปัจจัยกำไร ไตรมาส 1/2562 โตสูงถึง 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว บวกปริมาณเงินสำรองลดลง และแม้ว่าหนี้เสีย (NPL) เพิ่ม จากการจัดชั้นหนี้ตามเกณฑ์แบงก์ชาติ แต่เงินสำรองยังคุ้ม และเพียงพอรองรับ IFRS9 ด้วย ทั้งนี้คาดว่ามีโอกาสที่บริษัทเข้าถือหุ้นใน BFIT กว่า50% เพื่อรับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยในอนาคต


และปิดท้ายด้วยบล.หยวนต้า ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 62 บาท จากสินเชื่อที่ขยายตัวตามการเปิดสาขาใหม่อีก 216 แห่ง เป็น 3,086 แห่งทั่วประเทศ และคาดการณ์กำไรปี 2562 ที่ 3,600 ล้านบาท เติบโต 28% ทั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่า ต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอลง สะท้อนจาก Gross NPL ขยับขึ้น 21%


แม้หุ้น SAWAD จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่ม แต่ในด้านการเติบโตยังมีความน่าสนใจลงทุนโดยเฉพาะแผนการขยายสาขาที่แข็งแกร่ง เพียงแต่ผู้ลงทุนอาจจะต้องจับจังหวะการลงทุนซักหน่อยไม่เช่นนั้นอาจจะซื้อหุ้น SAWAD ในราคาที่สูงเกินไปก็ได้


ที่มา บทวิเคราะห์หุ้น settrade และรายงานประจำปี 2561 ของบริษัท