‘เก็บวันละ 30 บาท’ ยังไง....ให้ได้ “ล้านบาท”

“ค่าแรงขั้นต่ำ” จะปรับเป็นวันละ 400 บาท ตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้หรือไม่นั้น ยังเป็นปริศนาที่คงต้องรอคอยคำตอบกันต่อไป

           
แต่ค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันเฉลี่ยที่ 300 บาทต่อวัน นั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้คุณมี “เงินล้านบาท” ได้ ไม่ต่างกับมนุษย์เงินเดือนที่สตาร์ทกันที่ 15,000 บาท แต่ประการใด

           
อย่าไปน้อยเนื้อต่ำใจว่าเราเป็น ‘แรงงานรายวัน’ แล้วจะไม่มีสิทธิมี “เงินล้านบาท” นะ เพราะถ้าคุณตั้งใจจะเก็บ ที่สำคัญเก็บถูกที่ถูกทาง แค่ ‘วันละ 30 บาท’ ก็ทำให้คุณจับ ‘เงินล้าน’ ได้เช่นกัน

           
ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 


เปลี่ยนแนวคิด...แทนเป็นหนี้
‘ดอกเบี้ยสูง’ เป็นลงทุนหา “ผลตอบแทนสูง” 

         
เรื่อง ‘รวย’ หรือ ‘จน’…ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะมาส่งผลถึงเรื่องการแสวงหาผลตอบแทนที่ดี การแสวงหาผลตอบแทนที่ดีนั้น ใครๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นว่า มนุษย์เงินเดือนๆ ละ 100,000 บาท จะลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแรงงานรายวันๆ ละ 300 บาท แต่ประการใด ขอแค่คุณเปิดใจ...เปลี่ยนแนวคิด เพราะเครื่องมืออย่าง “กองทุนรวม” นี้สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการลงทุนให้กับสังคมไทยได้เป็นอย่างอย่างดี (น่าจะรวมถึงชาวโลกด้วยเช่นกัน)


ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงใกล้ทะลุ 80% ของ GDP แล้ว สะท้อนถึงสังคมไทยนิยมการบริโภค ที่สำคัญเอาเงินอนาคตมาบริโภคด้วยการยอม ‘ก่อหนี้’ พร้อมที่จะจ่ายดอกเบี้ยในระดับที่สูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน ‘หนี้ที่ดี’ สามารถที่จะกู้ยืมมาได้ จะลงทุนหรือซื้อบ้าน อันนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผล แต่ ‘หนี้เพื่อการบริโภค’ เอามาจับจ่ายใช้สอยจน ‘เกินรายได้’ ของตัวเองนี่เป็น ‘หนี้ไม่ดี’ และจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ง่ายที่สุด

           
“ลองดูดอกเบี้ยของสินเชื่อแนวบริโภคนิยมจะสูงปรี๊ดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด บัตรเครดิตไม่เกิน 18% สินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกิน 28% กดเงินสดจากบัตรเครดิตใช้ดอกเบี้ย 3% ตัวเลขดอกเบี้ยฝั่งเงินกู้สูงขนาดนี้ แต่คนไทยที่มีศักยภาพในการเข้าถึงก็ยังชื่นชอบ แรงงานรายวันการเข้าถึงสินเชื่อในระบบยิ่งยาก ไปก่อ ‘หนี้นอกระบบ’ เจอดอกเบี้ยรายวันระดับ 20% แบบนี้ จะหาเงินที่ไหนมาหมุนใช้หนี้ เพราะฝั่งการสร้างเงินของคุณเองกลับตรงข้ามเลย คนไทยส่วนใหญ่ชอบฝากเงินแบงก์กินดอกเบี้ยออมทรัพย์ 0.5% พอจะไปลงทุนที่ผลตอบแทนคาดหวังสูงแต่ความเสี่ยงสูงขึ้นก็กลัว จะขยับไปได้ผลตอบแทนดีขึ้น 5%, 10% หรือ 15% เฉลี่ยในระยะยาว ไม่เอานะ...กลัวไปหมด ตรงข้ามกับตอนไปก่อหนี้ ดอกเบี้ยสูงเท่าไร ไม่กลัว...แปลกแต่จริง”

 


เก็บวันละ 30 บาท...ถูกที่ถูกทาง 23 ปี 5 เดือน ได้จับ “เงินล้าน”
 

           
แทนการ “กู้เงิน” คนอื่น แล้วต้องเป็นหนี้ จ่ายดอกเบี้ยให้คนอื่น (ดอกเบี้ยสูงอีกต่างหาก) สำหรับหนี้ที่ไม่ดีทั้งหลาย โดยเฉพาะการก่อหนี้เพื่อมาใช้จ่ายจนเกินตัวเพื่อการบริโภคที่เกินความจำเป็น เปลี่ยนมาเป็น “จ่ายให้ตัวเอง” ก่อนเลย ขอไม่มากแค่ 10% ของค่าแรงเฉลี่ยรายวันที่ 300 บาท คิดเป็นเงิน 30 บาทต่อวันเท่านั้น ตรงนี้ ‘มนุษย์เงินเดือน’ ก็สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน

           
อย่าไปคิดว่าจะมี “เงินล้าน” ต้องมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท นั่นแหละ ถึงจะมีกันได้ อย่าไปคิดบั่นทอนกำลังใจของตัวเองแบบนั้น คนมี ‘รายได้เยอะ’ แล้ว ‘ใช้เยอะ’ ไม่มีเหลือเก็บ เงินเดือนออกใช้หนี้หมด ยังสู้คนมีรายได้วันละ 300 บาท แล้วมีเหลือเก็บไม่ได้นะ ไม่เชื่อ...อย่าลบหลู่

           
แต่ที่สำคัญเราต้อง ‘ฉลาดเก็บออม’ ด้วย ถ้าไปเก็บไว้ ‘ผิดที่ผิดทาง’ เงินก็ไม่งอกเงย บั่นทอนกำลังใจของเราไปเปล่าๆ จริงมั้ย?


ถ้าคุณกดเงินสดจ่ายดอกเบี้ย 3% ได้ รูดบัตรเครดิตจ่ายดอกเบี้ย 18% ได้ ใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจ่ายดอกเบี้ย 28% ได้แบบ ‘ไม่ต้องคิดมาก’

           
แนะนำการลงทุนใน ‘กองทุนหุ้น’ ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 10 ปี (ณ 30 มิ.ย. 19) ประมาณ 13% ต่อปี ได้นั้น ถ้าคุณยังไม่รู้ว่ากองหุ้นกองไหนดี แนะนำกลุ่ม ‘กองทุนดัชนี’ ให้ลงทุนไปเลย ขอผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าตลาดก็พอ เอาไม่มากแค่เฉลี่ย 10% ต่อปี เป็นทางเลือกในการเก็บเงินออมของคุณ (ผลตอบแทนเพื่อตัวเอง ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเจ้าหนี้นะ)

           
“ด้วยการเก็บเงินวันละ 30 บาท รวบรวมเดือนได้ 900 บาท ก็เอาไปลงทุนใน ‘กองทุนหุ้น’ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ แทนการเก็บไว้เฉยๆ เดี๋ยวไม่แคล้วเอาไปใช้ หรือเก็บในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในระยะเวลา 23 ปี 5 เดือน คุณจะมีโอกาสจับ ‘เงินล้าน’ ได้”

 


สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง... มองเป้าหมาย
‘เงินล้านบาท’ ในระยะยาว 

           
ปัญหาสำคัญหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจะบรรลุ ‘เป้าหมาย’ ที่วางเอาไว้ ก็คือ ไม่สามารถนำเอา ‘ความคิด’ มาสู่ ‘การปฏิบัติ’ อย่างจริงจังนั่นเอง แต่ถ้ามีความมุ่งมั่นและตั่งใจเชื่อเหลือเกินว่า...ใครก็สามารถจะทำได้ เดี๋ยวนี้ ‘กองทุนหุ้น’ ของหลายบลจ.ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาทก็มี หากคุณลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ แต่สำหรับ ‘กองทุนดัชนี’ โดยทั่วไปแค่ 500 บาท ก็สามารถจะลงทุนได้ ดังนั้นในแง่ ‘เครื่องมือ’ ไม่ใช่อุปสรรคแต่ประการใด ถ้านึกอะไรไม่ออกลองถามหาจาก ‘ธนาคาร’ ที่คุณใช้บริการอยู่เป็นประจำก็ได้ ถ้าเขาไม่มีคำตอบให้คุณก็ย้ายแบงก์เท่านั้นเอง

           
“ถ้าคุณเก็บเงินเพื่อตัวเองไม่ได้ ก็ลองหาแรงบันดาลใจให้กับตัวเองใหม่ดู จะเก็บเงิน ‘ให้ลูก’ ก็ได้ แทนที่จะหยอดกระปุกออมสินเก็บเงินฝากออมทรัพย์ปกติ ก็เก็บไว้แล้วครบเดือนก็นำเงินเก็บนั้นไปลงทุนใน ‘กองทุนหุ้น’ แทน ถ้าเก็บตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์มารดา ลูกอายุไม่ถึง 30 ปี คุณก็มีเงินเก็บให้ลูกเป็น ‘ล้านบาท’ แล้ว ด้วยเงินเก็บออมแค่วันละ 30 บาท นี่แหละ”


ถ้าคุณนำเงินเก็บวันละ 30 บาท ครบเดือนนำไปลงทุนใน ‘กองทุนหุ้น’ ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี (ทำแบบนี้ไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด) ผ่านไป 30 ปี เงินจะโตไปเป็น 2.03 ล้านบาท คุณอาจจะรู้สึกตกใจอยู่บ้าง...อาจจะสงสัยอยู่บ้าง...แต่ก็ไม่แปลก เพราะนี่ไม่ใช่เส้นทาง ‘การออม-การลงทุน’ ที่คุณเคยมองมันมาก่อนนั่นเอง

           
แต่ถ้าบอกว่าคุณเก็บเงินวันละ 30 บาท ไปทุกวัน ครบ 30 ปี คุณจะมีเงิน 3.24 แสนบาท เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่แปลกใจ (มันก็แหงอยู่แล้วล่ะ) หรือถ้าบอกว่าเงินเก็บนั้น หากคุณเอาไปฝากเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี ผ่านไป 30 ปี คุณจะมีเงินเก็บเพิ่มเป็น 3.49 แสนบาท ก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะไม่แปลกใจ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแต่ประการใด มันจึงไม่น่าทำ ไม่น่าจะเหนื่อย ไม่น่าจะคุ้มที่จะเก็บๆ ไปก็เท่านั้น (แต่ 3.49 แสนบาท ก็คุ้มที่จะเก็บนะ) แต่ถ้าจะจับ ‘เงินล้าน’ คุณต้องเก็บให้ ‘ถูกที่-ถูกทาง’ ด้วยเช่นกัน (ผลลัพธ์ในบั้นปลายจากการเก็บเงินไว้ต่างที่กัน ต่างกันกว่า 6 เท่า เลยทีเดียว)

           
ถ้าเป้าหมาย ‘เงินล้าน’ ใหญ่เพียงพอให้คุณเก็บเงินวันละ 30 บาทได้ จะเพื่อ ‘ตัวเอง’ หรือเพื่อคนที่คุณรัก ขอแค่ลงมือทำเท่านั้นเอง ไม่ว่าคุณจะเป็น ‘แรงงานรายวัน’ หรือ ‘ มนุษย์เงินเดือน’ ก็ตาม ลองทำดูด้วยตัวคุณเอง ยิ่งเริ่มได้เร็ว ยิ่งดีสำหรับตัวคุณเอง