PTG กำไรไตรมาส 2 ดีเกินคาด แล้วไงต่อ?

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG โดยประกอบธุรกิจแบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจค้าน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้สถานีบริการน้ำมัน PT ซึ่งแบ่งเป็นสถานีที่บริษัทเป็นเจ้าของเองและตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของบริษัทเป็นเจ้าของ 2.ธุรกิจค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้ค้าน้ำมันรายอื่นและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม 3.ธุรกิจค้าปลีกแก๊ส LPG ผ่านสถานีที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง


4.ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง 5.ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ Max Mart รวมทั้งธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทย และร้านคอฟฟี่ เวิลด์ ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน PT และ6.ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและการให้บริการอื่น เช่น การจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่นเครื่องยนต์เครื่องหมายการค้า PT Maxnitron การให้บริการรับฝากน้ำมันให้กับผู้ค้าน้ำมันรายอื่น และการให้เช่าพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมันที่บริษัทเป็นเจ้าของ


โครงสร้างผู้ถือหุ้น PTG ใน 5 อันดับแรก ณ วันที่ 14 มี.ค.2562 มีดังนี้

1.บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นจำนวน 419,504,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25.12%

2.นายศักดิ์อนันต์ วิจิตรธนารักษ์ ถือหุ้นจำนวน 136,342,900หุ้น คิดเป็นสัดส่วน8.16%

3.นายพงษ์ศักดิ์ วชิรศักดิ์พานิช ถือหุ้นจำนวน 100,300,000หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 6.01%

4.นางจรัสลักษณ์ นิธยานุรักษ์ ถือหุ้นจำนวน 77,849,140หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.66%

5.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้นจำนวน 59,140,299 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.54%


PTG มีสถานีบริการน้ำมันเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก โดยล่าสุดสิ้นงวดไตรมาส 2/2562 มีสถานีบริการน้ำมันและแก๊ส LPG ทั้งสิ้น 1,953 สถานี ซึ่งถือว่าครอบคลุมทั้งชนบท และเขตเมือง ที่มีความต้องการสูง ดังนั้นจึงถือเป็นปัจจัยบวกของ PTG ที่สามารถรองรับความต้องการได้เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ยังมุ่งเน้นในธุรกิจ Non-Oil เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพื่อลดการพึ่งพาธุรกิจน้ำมัน ที่ไม่สามารถควบคุมค่าการตลาดได้”


โดยล่าสุดนายรังสรรค์  พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG ได้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2562 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 426 ล้านบาท เติบโต 140.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 177 ล้านบาท แต่ลดลง 17.9% จากไตรมาส 1/2562 ที่มีกำไรสุทธิ 519 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกของปี 2562 มีกำไรสุทธิ 945 ล้านบาท เติบโต 111.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 447 ล้านบาท


โดยในช่วงไตรมาส 2/2562 บริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ 1,359 ล้านบาท เติบโต 53.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 885 ล้านบาท ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 2,794 ล้านบาท เติบโต 52.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 1,834 ล้านบาท เนื่องจาก บริษัทมีการผลักดันธุรกิจ Non-Oil อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการการลดค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ


พร้อมกันนี้บริษัทในไตรมาส 2/2562 บริษัทมีรายได้จากการขายและการบริการอยู่ที่ 31,844 ล้านบาท เติบโต 17.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการขายและการบริการอยู่ที่ 28,655 ล้านบาท โดยครึ่งแรกบริษัทมีรายได้จากการขายและการบริการอยู่ที่ 60,499 ล้านบาท เติบโต 16.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการขายและการบริการอยู่ที่ 51,842 ล้านบาท


โดยมีปัจจัยการเติบโตมาจากรายได้จากธุรกิจ Non-Oil ในส่วนของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจการให้บริการพื้นที่เชิงพาณิชย์ และธุรกิจอื่นๆ มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 36.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งในปัจจุบันมีสาขาของธุรกิจ Non-Oil ทั้งหมด 570 สาขาเนื่องจาก


รวมทั้งบริษัทยังมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทั้งหมดในครึ่งปีแรกของปี 2562 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2,311 ล้านลิตร เติบโต 19.90% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ตามการขยายสาขาของสถานีบริการน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 8.30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ประกอบกับยังมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันต่อสถานีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 1/2562 ซึ่งบริษัทมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันและแก๊ส LPG ทั้งสิ้น 1,953 สถานี

 

 

ปริมาณขายน้ำมันครึ่งหลังยังโต

ขณะเดียวกันยังวางแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากบริษัทเข้ามาขยายการให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทคาดว่าผลกระทบจากฤดูกาลในช่วงไตรมาส 3 น่าจะลดลง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว มีการใช้น้ำมันตระกูลเบนซินที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล และจะไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของยอดขายในช่วงฤดูฝน


นอกจากนี้บริษัทยังมีการขยายสาขา และสร้างความรับรู้ในแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจจากการขนส่ง และการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น โดยในขณะนี้บริษัทมีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเป็นสัดส่วน 72% ของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทั้งหมด

 

 

เพิ่มงบลงทุนเป็น 4-4.5 พันล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทยังได้ปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาดค้าปลีกน้ำมัน ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปรับแผนเงินลงทุนจากเดิม 3,500 ล้านบาท เป็น 4,000-4,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโตของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันให้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มค่าการตลาดที่อยู่ในระดับปกติ ทำให้บริษัทเห็นโอกาสในการลงทุน โดยการขยายสถานีบริการจะเน้นขยายในรูปแบบ Flagship เพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันจำนวนสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีการเติบโต 6.80% จากปีก่อน

 

 

ปี 62 อิบิทด้าโต 40-50%

ดังนั้นปี 2562 คาดว่าจะมี EBITDA เติบโต 40-50% จากปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงจากแผนการลงทุนบริษัท โดยวางเป้าหมายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันปี 2562 เติบโต 16-20% จากฐานปี 2561 และเดินหน้าขยายจำนวนสาขาสถานีบริการน้ำมันและแก๊ส LPG เป็น 2,000 สถานี จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,953 สถานี ส่วน non-oil เป็นประมาณ 700 สาขา


พร้อมกันนี้บริษัทยังผลักดันและสร้างแบรนด์ธุรกิจ Non-Oil ให้เป็นธุรกิจหลักที่จะขับเคลื่อนบริษัทในอนาคต โดยในครึ่งปีหลัง บริษัทยังวางแผนงานเพื่อขับเคลื่อนและสร้างแบรนด์ธุรกิจ Non-Oil ให้แข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ทำให้คาดว่าในปี 2562 บริษัทจะมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 15% ของกำไรขั้นต้นทั้งหมด


“ผู้บริหารยังคงยืนยันเป้าหมาย EBITDA ปี 2562 เติบโต 40-50% จากปีก่อน พร้อมยังเดินหน้าดันสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้น 15% นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มงบลงทุนทั้งปี 2562 เป็น 4,000-4,500 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ”

 

 

 

ทิสโก้ ชี้ กำไรไตรมาส 2 ดีเกินคาด

ด้าน สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า กำไรสุทธิของ PTG ในงวดไตรมาส 2/2562 ดังกล่าวนั้นเป็นไปตามที่เราคาดไว้ (422 ล้านบาท) แต่ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ 17% และหากไม่รวมการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานตามกฎหมาย 34.7 ล้านบาท กำไรปกติอยู่ที่ 463 ล้านบาท เติบโต 161% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเติบโตของผลประกอบการหลักๆ มาจากรายได้ การควบคุมค่าใช้จ่ายอัตรากำไรที่เติบโตขึ้น


ทั้งนี้ผลประกอบการครึ่งปีแรก คิดเป็น 61% ของประมาณการทั้งปีของเรา โดยมองว่างวดไตรมาส 3/2562 เราคาดจะเห็นการอ่อนตัวเล็กน้อยจากไตรมาส 2/2562 เนื่องจาก เป็นช่วง Low Season และจะกลับมาเติบโตสูงอีกครั้งใน ไตรมาส 4/2562


ดังนั้นคาดปีนี้ PTG จะมีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,561 ล้านบาท เติบโต 149% จากปี 2561 ที่อยู่ระดับ 625 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังประเมินว่ากำไรสุทธิปี 2563 จะอยู่ที่ 1,894 ล้านบาท เติบโต 21.4% จากปี 2562 ส่วนปี 2564 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,114 ล้านบาท เติบโต 11.6% จากปี 2563


โดยเรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24 บาท ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำหรับ PTG ได้แก่ 1.ค่าการตลาดที่อ่อนตัวกว่าที่เราคาดไว้ 2. ปริมาณขายน้ำมันที่ต่ำกว่าคาด และความล่าช้าของธุรกิจ non-oil


“ปี 62  กูรูมองว่ากำไรทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 149% แถมผู้บริษัทยังออกมายืนยันเป้าหมาย EBITDA เติบโต 40-50% จึงน่าจะเป็นอีกหุ้นที่น่าจับตาว่าจะออกมาตามคาดหรือไม่ แต่อย่าลืมว่าค่าการตลาดเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก นั่นก็แสดงถึงปัจจัยความเสี่ยงของบริษัทเช่นกัน แม้ปัจจุบันทาง PTG เดินหน้าขยาย ธุรกิจ Non-Oil แต่ก็ยังมีสัดส่วนกำไรที่ค่อนข้างต่ำ”