เปิดงบไตรมาส 2 หุ้นกลุ่มแบงก์ KBANK กำไรมากสุด เหตุโอนหนี้เสียให้ JK AMC
กำลังจะเข้าสู่ช่วงประกาศงบการดำเนินงานไตรมาส 2/65 แล้ว ซึ่งหุ้นที่จะเปิดเผยตัวเลขกำไรออกมาก่อนก็คือหุ้นกลุ่มธนาคารอีกเช่นเคย โดยภาพรวมนักวิเคราะห์มีความเห็นใกล้เคียงกันว่ากำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่ขยับขึ้นตามการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ และการตั้งสำรองชะลอตัวลง
ดังนั้น Wealthy Thai จึงมีคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ของหุ้นกลุ่มธนาคารและความเห็นจากนักวิเคราะห์ที่มีต่อหุ้นแต่ละตัว ธนาคารไหนจะมีกำไรสุทธิเติบโตมากสุด และมีปัจจัยอะไรที่ช่วยสนับสนุน ติดตามได้ในบทความนี้
โดยนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศ) ระบุว่า ประเมินกำไรรวมไตรมาส 2/65 ของหุ้นกลุ่มธนาคารภายใต้ Coverage ได้แก่ KBANK, SCB, BBL, KTB, TTB, KKP, TISCO คาดมีกำไรสุทธิ 44,889 ล้านบาท โต 26% จากไตรมาส 2/64 หลังคาดหลายธนาคารจะปรับลดระดับการตั้งสำรองลงจากปีก่อน หากเทียบกับไตรมาส 1/65 คาดปรับขึ้นเล็กน้อย 1.2% โดยมีประเด็นกดดันหลักคือรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนที่อ่อนแอลง สอดคล้องกับมูลค่าการซื้อขายของ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปรับลง 26.6% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์, ธุกิจบริหารจัดการกองูทุน และธุรกิจ Wealth Management ปรับตัวลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่คาดจะเริ่มทยอยปรับตัวขึ้น หลังเพิ่มกิจกรรมทางการตลาดและการใช้งานสาขาสู่ระดับปกติ นอกจากนี้คาด KTB และ TTB จะรับรู้ค่าใช้จ่ายลงทุนเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นทำให้ Cost to Income Ratio ปรับขึ้นจากไตรมาส 1/65 ด้วย
ฝ่ายวิเคราะห์คาดประเด็นลบดังกล่าวจะถูกหักล้างด้วย 1. รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่ปรับตัวขึ้น ตามการขยายสินเชื่อใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี ทั้งในกลุ่มสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่และสินเชื่อ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการส่งออกและท่องเที่ยวเริ่มมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่วนสินเชื่อรายย่อยส่วนที่ยังเติบโตจะเป็นสินเชื่อบ้าน, สินเชื่อเช่าซี้อรถยนต์มือสอง และสินเชื่อเพื่อการบริโภค ทำให้คาด Asset Yield จะทยอยปรับตัวขึ้น เนื่องจากธนาคารเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงขณะที่ยังคงบริหารจัดการต้นทุนเงินฝากให้ทรงตัวได้ และ 2. การตั้งสำรองคาดปรับลงต่อ เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อของธนาคารยังแข็งแรงและคาด NPL เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ระดับ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่แข็งแรง ทำให้ยังไม่จำเป็นต้องเร่งเพิ่มการตั้งสำรอง
ทั้งนี้ ประเมินว่าในไตรมาส 2/65 หุ้นธนาคารขนาดใหญ่จะมีผลการดำเนินงานโตดีกว่าธนาคาขนาดกลางและเล็กเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของธุรกิจฝั่งตลาดทุนน้อยกว่า ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อยังดี และคาดเห็น Asset Yield ปรับตัวขึ้น
KBANK เป็นหุ้นเด่น ผลงานโต-ราคาหุ้นถูก
คงน้ำหนักลงทุน "มากกว่าตลาด" คาดภาพรวมผลดำเนินงานของกลุ่มออกมาดี สามารถโตได้ทั้งจากไตรมาส 2/64 และไตรมาส 1/65 ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปี 2565 คาดยังเห็นแนวโน้มเชิงบวก หนุนจากการขยายสินเชื่อที่สูงขึ้นตามความต้องการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ และการกลับมาดำเนินธุรกิจของ SME หลังสถานการณ์ COVID-19 ผ่อนคลายลงมาก รวมถึงคาดจะเริ่มเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย ที่จะช่วยให้ Asset Yield ปรับขึ้นตาม โดยมองว่าหุ้นธนาคารขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์มากกว่าธนาคารขนาดูกลางเล็ก เนื่องจากที่มีสัดส่วนสินเชื่อที่ดอกเบี้ยคงที่อย่างสินเชื่อเช่าซื้อในสัดส่วนที่ต่ำ ทำให้สามารถขยับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ได้เร็วกว่า
สำหรับหุ้นแนะนำ เลือก KBANK เป็น Top Pick ของกลุ่ม โดยมองเป็นธนาคารที่ผลดำเนินงานขยายตัวเด่นสุดจากไตรมาส 1/65 และมีความพร้อมในการลงทุนขยายธุรกิจผ่าน Digital Chanel และ AEC+3 นอกจากนี้ล่าสุดบริษัทประกาศจัดตั้งบริษัทร่วม JKAMC ร่วมกับ JMT ทำให้มีกลไกในการเร่งระบายหนี้เสียได้เร็วกว่าธนาคารอื่น ช่วยปลดล็อคความกังวลต่อปัญหาหนี้เสีย และช่วยเพิ่มศักยภาพทำกำไรในระยะยาว มองเป็นธนาคารที่มีความพร้อมในการขยายการลงทุนด้าน Fintech เพื่อหาเทคโนโลยีมาเสริมศักยภาพในการแข่งข้นให้กับธนาคารในระยะยาว ขณะที่ในแง่ Valuation ยังซื้อขายด้วย PBV ต่ำเพียง 0.7x และมี Upside 20% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2565 ที่ 180 บาท

