SCB EIC คาดท่องเที่ยวดัน GDP ไทยแตะ 3% เชื่อ FED ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในเดือนนี้สกัดเงินเฟ้อ
EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวต่อเนื่อง จากนโยบายการเงินตึงตัวเร็ว วิกฤตพลังงานในยูโรโซน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ด้านเศรษฐกิจไทยคาดขยายตัวตามการท่องเที่ยวและภาคบริการที่ฟื้นตัว พร้อมปรับเป้า GDP ปีนี้เป็น 3% จากเดิม 2.9% ขณะที่เงินเฟ้อคาดเพิ่มเป็น 6.1% จากเดิม 5.9% ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ชี้เดือนก.ย. นี้ ปรับขึ้น 0.25%
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจ และตลาดการเงิน Economic Intelligence Center (EIC) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง จากนโยบายการเงินตึงตัวเร็ว วิกฤตพลังงานในยูโรโซนทวีความรุนแรงมากขึ้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และปัญหาอุปทานคอขวดมีแนวโน้มฟื้นตัวล่าช้า จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2565 ลงจาก 3.2% มาอยู่ที่ 3.0% และในปีหน้าจะขยายตัวชะลอลงอีกไปอยู่ที่ 2.7% นอกจากนี้ บางประเทศหลักจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบไม่รุนแรง (Mild recession) ในปลายปีนี้หรือปีหน้า เช่น สหราชอาณาจักร ยูโรโซน และสหรัฐฯ
โดย EIC คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่สูง แต่เศรษฐกิจจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในปีนี้ เนื่องจากหลายภาคส่วนยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในเดือนก.ย. นี้, 0.50% ในเดือนพ.ย. 65 และอีก 0.25% ในเดือนธ.ค. 65 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed funds rate) ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 4%
“เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยแบบไม่รุนแรง (Mild recession) ในปี 2566-2567 เนื่องจากการชะลอตัวของอุปสงค์รวมจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคา มากกว่าทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง ภาคบริการหลายประเภทยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จึงมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกแม้เกิด Recession และงบดุลของภาคเอกชนและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง รวมถึงตลาดแรงงานอาจไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะหลายธุรกิจยังขาดแคลนแรงงาน จึงทำให้มีความต้องการส่วนนี้อยู่”
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2565 ขึ้นเป็น 3% จากเดิมอยู่ที่ 2.9% และ 3.7% ในปี 2566 ตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการ จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศ โดยคาดว่าปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มเป็น 10.3 ล้านคน และ 28.3 ล้านคนในปีหน้า หลังจีนมีแนวโน้มเริ่มเปิดประเทศผ่อนคลายการท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายปีนี้ ประกอบกับแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีกลับไปใกล้ระดับก่อนเกิด COVID-19 ในปี 2566 ส่งผลให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง และการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังมีแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูง โดย EIC ได้ปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อไทยปี 2565 เป็น 6.1% จากเดิม 5.9% และคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงอย่างช้า ๆ อยู่ที่ 3.2 % ในปี 2566 ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จากราคาพลังงานและอาหารที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนของผู้ผลิตไปยังราคาสินค้าในกลุ่มอื่นที่มีมากขึ้น ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย EIC ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อเนื่องจนถึงปีหน้า โดยคาดว่า กนง. จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือนก.ย. และเดือนพ.ย. 65 และปีหน้าปรับขึ้นอีก 3 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2566 จะอยู่ที่ระดับ 2%
ส่วนค่าเงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจาก
1.การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐตามทิศทางนโยบายการเงินตึงตัวของเฟดและความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย,
2. เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอกว่าคาด ทำให้เงินหยวนและค่าเงินภูมิภาค รวมถึงเงินบาทอ่อนค่า
3. เงินทุนไหลออกจาก EMs รวมถึงไทยในช่วงที่นักลงทุนปิดรับความเสี่ยง
4. การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า เงินบาทจะมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้นจาก 1. เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง, 2. ดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าจะกลับมาเกินดุลปลายปีนี้ (EIC ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2566 จะกลับมาเกินดุลได้ที่ 1.5% ต่อ GDP), 3. เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับเข้าตลาดการเงินไทยตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับดีขึ้น และ 4. อัตราเงินเฟ้อไทยที่จะปรับลดลงเร็วกว่าของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ จึงประเมินว่า เงินบาทจะแข็งค่าลงมาอยู่ที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปีนี้ และ 33.5-34.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2566
