กนง. ชี้การปรับดอกเบี้ยจะค่อยเป็นค่อยไป คาดเงินเฟ้อจะลดลงในไตรมาส 2 ปี 66
กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เป็น 1.00% ต่อปี จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ชี้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยังเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม ส่วนเงินเฟ้อคาดเข้าสู่กรอบเป้าหมายช่วงไตรมาส 2/66 ถึงไตรมาส 3/66 ด้านค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ชี้เกิดจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายใน แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับสูงจากการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แม้แรงกดดันด้านอุปทานจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ในภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อใกล้เคียงกับที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้า คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่าการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม และเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้
โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.3% และ 3.8% ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน โดยภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดีกว่าคาดจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความทั่วถึงมากขึ้น ทั้งในมิติของสาขาธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการและในมิติของรายได้ที่เริ่มกระจายตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาดส่งผลต่อภาคการส่งออก แต่ไม่ได้กระทบแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2565 และ 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 6.3% และ 2.6% ตามลำดับ โดยมีแนวโน้มปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลกและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ทยอยคลี่คลาย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2565 และ 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.6% และ 2.4% ตามลำดับ โดยแนวโน้มสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ด้านค่าจ้างแรงงานปรับเพิ่มขึ้นในบางภาคธุรกิจและบางพื้นที่ที่ขาดแคลนแรงงาน แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นในวงกว้าง นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังมีจำกัดเนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการส่งผ่านต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นหากผู้ประกอบการเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนหลายด้านพร้อมกัน
“ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว จึงยังเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้ คณะกรรมการฯ พร้อมที่จะปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมต่อไป”
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะถึงจุดสูงสุดในช่วงไตรมาส 3/65 ถึงไตรมาส 4/65 และจะค่อยๆ ทยอยปรับตัวลดลงสู่กรอบเป้าหมายที่ราว 1-3% ในช่วงไตรมาส 2/66 ถึงไตรมาส 3/66
สำหรับระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังมีผู้ประกอบการ SMEs ในบางสาขาธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าและครัวเรือนรายได้น้อยบางกลุ่มที่ยังอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเห็นความสำคัญของการมีมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง
ส่วนภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทยอยปรับสูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนโดยรวมยังเอื้อต่อการระดมทุน ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท การอ่อนค่าของเงินบาทไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินบาทเกิดจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากปัจจัยที่มาจากเศรษฐกิจไทย และหากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศในภูมิภาคเอเชีย ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงในระดับไม่มาก นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิเข้าไทยยังคงเป็นบวก ประกอบกับเสถียรภาพทางการเงินของไทยยังอยู่ในระดับสูง มีเงินทุนสำรองต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับ GDP อยู่ในระดับที่ 6 ของโลก
แม้การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลกระต่อภาคธุรกิจ แต่ที่ผ่านมาการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปสู่เงินเฟ้อค่อนข้างน้อย และยังมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนได้อยู่ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนมีการเคลื่อไหนไหวตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ยังคงติดตามอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
