SCB CIO ประเมินปี 66 ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง กดดันเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ชี้ครึ่งปีแรกโอกาสดีสะสมหุ้นกู้คุณภาพสูง

SCB CIO คาดเริ่มเห็นการขึ้นดอกเบี้ยช้าลงของธนาคารกลางหลักในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 แต่จากเงินเฟ้อที่ลงช้าและสูงกว่าเป้าหมายทำให้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภาวะการชะลอลงของเศรษฐกิจหลักอย่างมีนัยและพร้อมเพรียงกัน (Synchronized and serious slowdown) ยูโรโซน และอังกฤษ ยังเป็น 2 กลุ่มเศรษฐกิจหลักที่มีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรงสูง จากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และวิกฤตด้านพลังงาน ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงต่ำกว่าจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและภาคครัวเรือนและธุรกิจที่มีการก่อหนี้ต่ำ กลยุทธ์การลงทุน SCB CIO  เชื่อว่าในภาวะดังกล่าวนักลงทุนควรเน้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจากกระแสเงิน (Yield) มากกว่าผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital gain) แนะสะสมพันธบัตร/หุ้นกู้คุณภาพสูง   


ดร.กำพล  อดิเรกสมบัติ  ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า SCB CIO ประเมินภาพเศรษฐกิจโลกในปี  2023  มีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยสูงขึ้น  จากปัจจัยดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นออกฤทธิ์ โดยมี 6 ประเด็น ดังนี้ 


1) อัตราเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดแล้วในหลายประเทศ แต่ยังปรับตัวลดลงช้าและยังเกินเป้าหมายของธนาคารกลางหลัก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงช้า ทำให้การบริหารจัดการเรื่องเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นหลักที่ธนาคารกลางต้องทำนโยบายการเงินแบบตึงตัว


2) อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบช้าลง (slower rate hike) ในช่วงครึ่งแรกของปี  2023 และจะเริ่มหยุดขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงจนกว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย  โดยในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน SCB CIO คาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกธนาคารกลางหลักจะยังคงให้น้ำหนักกับประเด็นเงินเฟ้อสูงเป็นหลัก และในช่วงครึ่งหลังจะเริ่มมาให้น้ำหนักการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยในส่วนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในอัตรา 0.50 bps. สู่ระดับ 4.50% ในการประชุมระหว่างวันที่  13-14 ธันวาคมนี้  และคาดว่าใน 3 การประชุมแรกของปี  2023 จะปรับขึ้นอีกครั้งละ 25 bps. แล้วคงดอกเบี้ยที่ 5.25% ต่อเนื่องจนถึงปลายปี 2023


สำหรับในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2023 เราคาดว่าจะมีการขยับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 50 bps. เป็น 1.75%  ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดก่อนเกิด COVID-19 โดยสาเหตุที่ขยับขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่มากนักเนื่องจาก  ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในปี 2023 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น (โดยจากค่าเงิน US Dollar index ที่เริ่มชะลอการแข็งค่า ร่วมกับแนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและการกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย เราปรับประมาณการค่าเงินบาทปลายปี 2022F ที่ 35-36 และปลายปี 2023F ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) และ  การเริ่มกลับมาเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ในอัตราเดิม 0.46% จากที่เคยปรับลดลงเหลือ 0.23% ในช่วงวิกฤต COVID-19  ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องส่งผ่านต้นทุนส่วนหนึ่งไปยังภาคธุรกิจและครัวเรือนผ่านดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย       


3) ผลจากอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยในระดับสูงทำให้เกิดภาวะการชะลอลงของเศรษฐกิจหลักอย่างมีนัยและพร้อมเพรียงกัน (Synchronized and serious slowdown) โดย SCB CIO เชื่อว่า ยูโรโซน และอังกฤษ ยังเป็น 2 กลุ่มเศรษฐกิจหลักที่มีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรงสูง จากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และวิกฤตด้านพลังงาน ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านนี้ต่ำกว่าจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและภาคครัวเรือนและธุรกิจที่มีการก่อหนี้ต่ำเมื่อเทียบกับการเกิดเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงครั้งก่อนๆ


4) การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการประท้วงจะเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันให้ทางการจีนยกเลิก Zero Covid Policy ในปี 2023 แต่การเปิดเมืองเปิดประเทศน่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนและนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี


5) ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์จากทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มสูงต่อไป    

6) การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลกจะยิ่งเร็วขึ้น ตามกระแส Geopolitics, ESG, และ Digital innovation โดยปัจจัยด้านความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง (resiliency) และด้านความมั่นคง (security) จะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยด้านประสิทธิภาพ (efficiency) มากขึ้น


ดร.กำพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2023 เน้นการลงทุนแบบระมัดระวังและ กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูง เราจึงยังคงแนะนำถือเงินสดหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ 5-15% ของพอร์ตโฟลิโอ แนะสะสมพันธบัตร/หุ้นกู้ โดยทยอยเพิ่ม Duration แต่เน้นที่มีคุณภาพสูง SCB CIO  เชื่อว่าในภาวะเศรษฐกิจดังกล่าวนักลงทุนควรเน้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจากกระแสเงิน (Yield) มากกว่าผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (capital gain)


ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยังต้องระวังกับดักด้านมูลค่า (Valuation trap: P/E ) ต่ำจากราคาที่ปรับลง แต่กำไรในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลงเช่นกัน  สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ แนะนำทยอยสะสมหุ้นไทยและอินโดนีเซีย ที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้และกำไรต่อเนื่องจากอานิสงค์การฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ


อย่างไรก็ตาม  เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงถดถอย แต่การเปิดเมืองของจีนและการลดกำลังการผลิตของOPEC ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันโลก การปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบช้าลงของเฟด ส่งผลให้แรงกดดันค่าเงินของกลุ่มประเทศ Emerging Markets เริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในประเทศที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มกลับมาเกินดุล เช่น ไทย ทำให้การป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีความจำเป็นมากขึ้น

Most Viewed
Stock of the Day
KSL แจ้งศาลสั่งเพิกถอนใบ รง.4 โรงงานน้ำตาลสระแก้วบริษัทย่อย ชี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด เดินหน้าอุทธรณ์ ยันดำเนินการตามกฎหมาย
Updated 22 hours ago
News Highlight
SCG ปักหมุด "ASEAN Strategic Partner" ผนึกผู้คน-ธุรกิจ-โอกาส นำทัพภูมิภาคเติบโตตามแนวทาง Inclusive Green Growth
Updated 22 hours ago
News Highlight
ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026” ครั้งที่ 17 ที่หาดใหญ่
Updated 22 hours ago
Fund Move
บลจ. แอสเซท พลัส มองหุ้นไทยยังมีโอกาสไปต่อ รับ Earnings Upgrade Fund Flow ต่างชาติกลับ ชูหุ้นปันผลโครงสร้างพื้นฐานเด่น
Updated 1 day ago
Fund Move
บลจ.ยูโอบี นำเสนอโอกาสการลงทุนในตราสารภาครัฐบาลต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ตราสารภาครัฐต่างประเทศ USD 6 เดือน 1 IPO 20-26 ส.ค. 2569
Updated 1 day ago
Follow Us