ธ.ทิสโก้พลิกวิธีวางแผนลดหย่อนภาษีแบบใหม่ ปั้นรีเทิร์นสูง-สร้างรายได้ประจำ-คุ้มครองสุขภาพหลังเกษียณ

ธนาคารทิสโก้แนะวิธีวางแผนภาษีปลายปี พร้อมวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณภายใต้คอนเซ็ปต์ Megatrends Retirement Planning ด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การวางแผนการลงทุน ผ่านกองทุนเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่เน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยี เฮลธ์แคร์ จีน และเวียดนาม 2. การเพิ่มความมั่นคงรายได้ในวัยเกษียณ ผ่านประกันบำนาญ และ 3. การวางแผนประกันสุขภาพและประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง 


นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ในเดือนธันวาคมของทุกปี เป็นช่วงที่คนไทยให้ความสนใจต่อการซื้อกองทุนและประกัน เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการลดหย่อนภาษี  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การวางแผนเกษียณในระยะยาวมีศักยภาพยิ่งขึ้น ธนาคารทิสโก้ จึงแนะนำว่าควรจะหันมาให้ความสำคัญ ในด้านการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษี ภายใต้คอนเซ็ปต์ Megatrends Retirement Planning ซึ่งเป็นการวางแผนการเกษียณรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยทำให้การวางแผนการเงินเท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระดับสูง รวมถึงช่วยในเรื่องการปิดความเสี่ยงของวัยเกษียณได้ดีขึ้น จากเดิมที่เป็นการเน้นวางแผนสำหรับลดหย่อนภาษีรายปี  


สำหรับในปี 2565 ธนาคารทิสโก้แนะนำให้ลงทุนลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนคุณภาพที่เน้นธุรกิจแห่งอนาคต (Megatrends Investment) และปกป้องความเสี่ยงหลังเกษียณที่สอดรับกับกระแสโลก (Megatrends Protection) ด้วยประกันบำนาญที่มุ่งสร้างผลประโยชน์สูงสุดในขณะดำรงชีวิต (Living Benefit) ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย และประกันโรคร้ายแรงที่มีทุนประกันสูง   โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้ 


1.“การวางแผนการลงทุน” ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่งคั่งและสร้างเงินก้อนก่อนเกษียณ ผ่านกองทุนลดหย่อนภาษี กองทุนเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่นอกจากได้ประโยชน์ด้านการประหยัดภาษีแล้ว นักลงทุนสามารถออกแบบพอร์ตการลงทุนที่เน้นหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูงในระยะยาวตาม Megatrends เช่น หุ้นกลุ่ม Technology และ Health Care ที่เป็นสินค้าและบริการที่มีความต้องการเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากสังคมผู้สูงอายุและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยหุ้นกลุ่ม Technology (MSCI ACWI Information Technology) และ Health Care (MSCI ACWI Health Care) มีผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ( ณ วันที่ 31 ต.ค. 2565)เฉลี่ยปีละ 16.47% และ 11.87% ตามลำดับมากกว่าผลตอบแทนดัชนี MSCI ACWI  ที่เติบโตเพียง 8.54%  


รวมไปถึงหุ้นในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงในระยะยาว อย่างเช่น จีน และเวียดนาม ที่ปีนี้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนมูลค่าหุ้น (Valuation) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยอัตราราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ของดัชนี MSCI China และ ดัชนี Vietnam ปัจจุบันอยู่ที่ 10.33 เท่า และ 9.45 เท่า ตามลำดับ ขณะที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 10.62 เท่า และ 12.28 เท่าตามลำดับ แต่การเติบโตในระยะยาวยังถือว่าดีอยู่ โดยนักลงทุนสามารถที่จะออกแบบพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณและกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนสามารถเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงในระยะยาว การสร้างความมั่งคั่งและเงินก้อนก่อนเกษียณที่มากเพียงพอ 


นอกจากนี้ SSF ยังลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่เกิน 2 แสนบาท ส่วน RMF จะลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งทั้ง 2 กองทุนนี้ เมื่อรวมกับค่าลดหย่อนการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ แล้วจะต้องไม่เกิน 5 แสนบาท   


2.“การเพิ่มความมั่นคงรายได้ในวัยเกษียณ” จากการสร้างระบบบำนาญส่วนตัวให้กับตนเองได้ ผ่านการทำ “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” ซึ่งเป็นประกันชีวิตที่ผู้เอาประกันจ่ายเบี้ยประกันไปในช่วงก่อนเกษียณ เพื่อที่จะได้รับเงินบำนาญที่สม่ำเสมอตลอดช่วงหลังเกษียณที่จ่ายผลประโยชน์ยาวนานถึง 99 ปี เพื่อตามอายุขัยเฉลี่ยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เราควรเลือกกรมธรรม์ที่จ่ายเงินผลประโยชน์ช่วงหลังเกษียณอายุสูง อาทิ  จ่ายผลประโยชน์ให้ปีละ 24% ของทุนประกัน อีกทั้งยังต้องมีความยืดหยุ่นให้ผู้รับประโยชน์สามารถเลือกความถี่ของการรับเงินผลประโยชน์ได้ แบบรายปีหรือรายเดือน เสมือนการมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงในยามเกษียณ 


สำหรับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท แต่เมื่อรวมกับสิทธิลดหย่อนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ แล้วต้องไม่เกิน 5 แสนบาท   


3.“การวางแผนประกันสุขภาพและประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง” ที่จะทำหน้าที่ในการปกป้องความมั่งคั่ง เนื่องจากค่าใช้จ่ายหลักในวัยเกษียณมักจะเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากกว่า 9% ต่อปี โดยการวางแผนซื้อประกันสุขภาพเบื้องต้นแนะนำความคุ้มครองค่ารักษาอย่างน้อย 3 - 5 ล้านบาท ครอบคลุมค่าห้องพักเดี่ยวมาตรฐานทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และคุ้มครองสูงสุดถึงอายุ 99 ปี ส่วนประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงที่เน้นรับเงินก้อนเพื่อการเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้คุณภาพการรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้นและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่สามารถเคลมกับประกันสุขภาพได้ ทั้งนี้ควรเน้นแบบที่ให้ความคุ้มครองกลุ่มโรคร้ายแรงมากที่สุดและจ่ายผลประโยชน์สูงสุดเมื่อเราเป็นระยะเริ่มต้น และไม่มีระยะเวลารอคอยระหว่างกลุ่มโรค ทั้งนี้ประกันสุขภาพและประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงควรเริ่มต้นทำให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆทางด้านสุขภาพที่มักจะเสื่อมสภาพไปตามอายุ 


นอกจากนี้ ประกันสุขภาพและประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 1 แสนบาท 

Most Viewed
Stock of the Day
KSL แจ้งศาลสั่งเพิกถอนใบ รง.4 โรงงานน้ำตาลสระแก้วบริษัทย่อย ชี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด เดินหน้าอุทธรณ์ ยันดำเนินการตามกฎหมาย
Updated 21 hours ago
News Highlight
SCG ปักหมุด "ASEAN Strategic Partner" ผนึกผู้คน-ธุรกิจ-โอกาส นำทัพภูมิภาคเติบโตตามแนวทาง Inclusive Green Growth
Updated 21 hours ago
News Highlight
ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026” ครั้งที่ 17 ที่หาดใหญ่
Updated 21 hours ago
Fund Move
บลจ. แอสเซท พลัส มองหุ้นไทยยังมีโอกาสไปต่อ รับ Earnings Upgrade Fund Flow ต่างชาติกลับ ชูหุ้นปันผลโครงสร้างพื้นฐานเด่น
Updated 1 day ago
Fund Move
บลจ.ยูโอบี นำเสนอโอกาสการลงทุนในตราสารภาครัฐบาลต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ตราสารภาครัฐต่างประเทศ USD 6 เดือน 1 IPO 20-26 ส.ค. 2569
Updated 1 day ago
Follow Us