NVDR แจ้งลงทุน KBANK ได้ตามปกติ บล.ทิสโก้ พร้อมเพิ่มน้ำหนักหุ้นธนาคาร

หลังจากหุ้น KBANK เต็มไปด้วยข่าวร้าย ทั้งการถูกถอดออกจาก MSCI และความกังวลในเรื่องการคงน้ำหนักการลงทุนของ NVDR ทำให้ KBANK  ยังราคาไม่ไปไหนมากนัก แต่ในวันนี้เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจาก บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด หรือ Thai NVDR ได้ประกาศความชัดเจนในการลงทุนใน KBANK และนักวิเคราะห์เริ่มมองโอกาสการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคาร


บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด หรือ Thai NVDR แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตามที่ Thai NVDR ได้แจ้งชะลอการลงทุน สำหรับหลักทรัพย์อ้างอิง ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เมื่อวันที่ 28 พ.ค.64 เนื่องจากการถือหุ้น หรือมีไว้หุ้น KBANK อาจเกินกว่าอัตราที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)นั้น


ปัจจุบัน Thai NVDR ได้พิจารณาและตรวจสอบแล้วเห็นว่า Thai NVDR ไม่ติดข้อจำกัดการถือหุ้น หรือมีไว้ซึ่งหุ้น KBANK ในจำนวนที่ได้รับอนุญาตจากธปท.แล้ว ดังนั้น Thai NVDR จึงขอแจ้งยกเลิกการชะลอการลงทุน สำหรับหลักทรัพยอ้างอิง KBANK และจะลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย.64 เป็นต้นไป


ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด  มองว่า ที่ผ่านมา KBANK มีปัญหาความกังวลค่อนข้างเยอะมาก แต่หลังจากนี้น่าจะฟื้นตัวหลังจากกคล้ายกังวลในเรื่องเกณฑ์และน่าจะฟื้นตัวได้ดี และส่งผลดีกับหุ้นในกลุ่มธนาคารด้วย


บล.ทิสโก้ มองมุมบวกกับหุ้นกลุ่มธนาคาร และให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดจากการกระจายวัคซีนที่คืบหน้าเราคาดธีมการเปิดประเทศจะกลับมาดีขึ้น สภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นคาดหนุนแนวโน้มกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์นี้ รวมถึงธนาคารด้วย แม้แนวโน้มกำไรกลุ่มจะแย่กว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากการระบาดระลอก 3 และนโยบายต่างๆ ที่ตามมา เราคาดตลาดจะยัง re-rate Banking ดีขึ้น


โดยเฉพาะแนวโน้มการกระจายวัคซีนและการบริโภคภาคการท่องเที่ยวช่วยกระตุ้นราคาหุ้น (ช่วง 4Q21) แต่อาจจะมาเร็วกว่าคาด เนื่องจากกลุ่มได้ปรับตัวลงกว่า 8% ตั้งแต่เริ่มการระบาดระลอก 3 ทำให้การประเมินมูลค่าไม่แพงเท่าแต่ก่อน ทำให้ขณะนี้ดูมีความน่าสนใจในการลงทุนระยะ 6-12 เดือน อย่างไรก็ดี ในภาพระยะสั้นยังคงมีความเสี่ยงด้านราคาผันผวน และความคืบหน้าการระจายวัคซีน



SCB และ TTB โดดเด่นที่สุด

เราปรับคำแนะนำของกลุ่มขึ้นทุกตัวเป็น “ซื้อ” ยกเว้น BAY และ KTB กำไรคาดจะยังทรงๆ หรือแย่ลงจาก NIM ที่ลดลงและต้นทุนทางเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้น การเปิดประเทศยังคงตามแผนเดิมในช่วงต้นปีหน้า แม้จะมีอัตราการกระจายวัคซีนที่ช้า ช่วยเพิ่มความมั่นใจการฟื้นตัวของกำไรหลัก ทำให้คาดจะกลับมาโฟกัสธีมเปิดเมือง และคาดกลุ่มวัฏจักรจะเติบโตดีกว่าตลาด เราเลือก SCB และ TTB เป็น Top picks แทนกลุ่ม defensive อย่าง BBL และ KKP (ซึ่งยังเป็น “ซื้อ”)


เราปรับ KBANK เป็น “ซื้อ” แต่มองมีดาวไซด์มากกว่า เนื่องจากมี balance sheet buffer ที่น้อยกว่า แม้ KBANK จะประกอบการดีกว่ากลุ่ม เรามอง SCB และ TTB น่าสนใจกว่าหากเทียบผลตอบแทนต่อความเสี่ยง เราแนะนำ “ซื้อ” BBL, KBANK, KKP, SCB และ TTB ที่ 158 บาท, 145 บาท, 72 บาท, 136 บาท และ 1.51 บาท และ “ถือ” สำหรับ BAY, KTB และ TCAP ที่ 34 บาท, 12.1 บาท และ 35 บาท ตามลำดับ



อุปทานวัคซีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก

จาก base case ของเราเรามองว่า Astra Zeneca ซึ่งผลิตโดย Siam Bioscience จะเริ่มแจกจ่ายในเดือนมิ.ย. โดยคาดจะส่งมอบ 6 ล้านโดสในเดือนนี้ และขณะนี้กำลังรอการอนุมัติล็อตแรกอยู่ เนื่องจากไทยพึ่งพาวัคซีนจาก AZ/SB ค่อนข้างมาก หากมีการล่าช้าอย่างมีนัยยะจะส่งผลต่อการประเมินของเราและกลุ่ม Banking คาดจะแย่กว่าตลาด หากสถานการณ์วัคซีนแย่ลง

ไชยรัตน์ ศรีสุข

บรรณาธิการหุ้นและการลงทุน Wealthythai.com