เช็คเลย! แบงก์ไหนเด่นสุด หลังธปท.อนุมัติปันผลระหว่างกาล

ธปท.อนุมัติแบงก์จ่ายปันผลระหว่างกาลไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 64 ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารมีสีสันมากขึ้น ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสร้างความน่าสนใจด้านเงินปันผลให้กับกลุ่มฯ โดยหุ้นตัวไหนน่าสนใจ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.​) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ทบทวนแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ และกระตุ้นให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.ให้สถาบันการเงิน จ่ายปันผลระหว่างกาลได้ไม่เกินอัตราจ่ายปันผลของแต่ละสถาบันการเงินในปี 63 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 64 รวมถึงให้งดซื้อหุ้นคืน และห้ามไถ่ถอนหรือซื้อคืนตราสารเงินกองทุนก่อนครบกำหนด เว้นแต่มีแผนการออกทดแทน เพื่อคงมาตรการเชิงป้องกันในการดูแลความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน


ขณะเดียวกัน รองรับความไม่แน่นอนซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับแนวทางของผู้กำกับดูแลส่วนใหญ่ในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และบางประเทศในยุโรป ที่ยังคงนโยบายจำกัด หรืองดการจ่ายเงินปันผลของสถาบันการเงิน


โดย ธปท.จะประเมินสถานการณ์การระบาดและแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายการจ่ายปันผลประจำปี 64 ในช่วงไตรมาส 4 ต่อไป


ด้านการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.23% จาก 0.46% ต่อปีนั้น ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 64 ธปท.อยู่ระหว่างการพิจารณาความจำเป็นในการขยายอายุ โดยคำนึงถึงการส่งผ่านไปช่วยเหลือลูกหนี้เป็นสำคัญ


2.ขยายมาตรการชะลอการชำระหนี้สำหรับลูกหนี้เอสเอ็มอีที่จะครบกำหนด วันที่ 30 มิ.ย. นี้ ออกไปจนถึงสิ้นปี 64 สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดระลอกใหม่ เช่น กิจการที่ยังไม่เปิดทำการตามปกติ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถประเมินกระแสเงินสดเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ได้


โดยมาตรการนี้ไม่ใช่การชะลอชำระหนี้เป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังขยายขอบเขตถึงลูกหนี้เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบตามนิยามที่แต่ละสถาบันการเงินใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเอสเอ็มอีที่มีวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ทำให้มีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น


ทั้งนี้ ให้สถาบันการเงิน ยังคงสามารถจัดชั้นหนี้เดิมได้จนถึง 31 ธ.ค.นี้ และในระหว่างนี้ให้สถาบันการเงิน เข้าไปดูแลลูกหนี้เพื่อเร่งหาแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็วต่อไป


3.กำหนดกลไกเพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาความสามารถในการชำระคืนหนี้ และระยะเวลาการจ่ายคืนหนี้ ให้สอดคล้องกับประมาณการรายได้ที่ลูกหนี้จะได้รับในอนาคต


โดยธปท.จะยังคงความยืดหยุ่นของการบังคับใช้หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรอง หากสถาบันการเงิน ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการขยายเวลาการชำระหนี้เพียงอย่างเดียว เช่น การลดเงินต้นและหรือดอกเบี้ยค้างรับ การลดอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ธปท. เห็นว่าการดำเนินการตามมาตรการข้างต้น จะเป็นประโยชน์กับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม ตรงจุด และทันการณ์ นอกจากนี้ ธปท. จะเร่งผลักดันมาตรการอื่นๆ ในการเพิ่มสภาพคล่อง ภายใต้มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ที่ปรับเงื่อนไขให้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น


พร้อมปรับโครงสร้างหนี้เดิม เพื่อบรรเทาภาระของผู้ประกอบการธุรกิจและประชาชนผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่ การชะลอชำระหนี้ สำหรับลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอี ที่รายได้หยุดชะงัก โครงการพักทรัพย์พักหนี้ สำหรับลูกหนี้ธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เป็นต้น โดยธปท. จะติดตามความคืบหน้าและประสิทธิผลของมาตรการต่างๆอย่างใกล้ชิด และพร้อมพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมหากจำเป็นในระยะต่อไป



กลุ่มธนาคาร  มีสีสันจาก

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า กลุ่มธนาคาร  มีสีสันจาก สิ่งเล็กๆ ทีเรียกว่าเงินปันผลระหว่างกาล หลังจากวานนี้ ธปท. เปิดทางให้ ธ.พ. สามารถจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend payout ratio) ไม่เกินปี 2563 และ 50% ของกำไรสุทธิงวดครึ่งแรกปี 64 ส่วนอัตราการจ่ายเงินปันผลประจำปี ธปท. จะพิจารณาอีกครั้งช่วงไตรมาส 4/64


ทั้งนี้ภาพรวมมองว่าช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสร้างความน่าสนใจด้านเงินปันผลให้กับกลุ่มฯ แม้หากพิจารณาการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลปี 2562 พบว่าน้ำหนักของเงินปันผลจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง จึงคาดในกรณีที่ ธ.พ. มีการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล Dividend yield เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1% แต่ยังจูงใจเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี (Yield ราว 0.5%) โดย ธ.พ. ที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล มีโอกาสได้รับ Sentiment เชิงบวก นำโดย KKP, SCB, BBL, KBANK และ BAY


ขณะที่มาตรการอื่นที่ประกาศวานนี้ ได้แก่ การขยายระยะเวลาชะลอการชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ SME จากเดิมสิ้นสุด 30 มิ.ย. 64 ไปจนถึงสิ้นปี 2564 ให้กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการะบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 เปิดทางให้ ธ.พ. อย่าง KBANK ที่มีพอร์ตสินเชื่อ SME มากสุดในกลุ่มฯ ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้มากขึ้น ช่วงสั้นช่วยชะลอการไหลตกชั้นของลูกหนี้เป็น NPL (Stage 3) และ Stage 2 ของกลุ่มฯ ส่วนระยะยาวยังต้องตามดูกันไป นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างขยายระยะเวลาลดเงินนำส่งกองทุน FIDF จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2564 ในกรณีที่ขยายระยะเวลา ผลต่อประมาณการไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากการลดเงินนำส่ง FIDF เพื่อให้ ธ.พ. นำไปลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้าอยู่แล้ว


ให้น้ำหนักการลงทุน เท่าตลาด คาดหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและตลาดเชื่อว่าให้ Yield สูงอย่าง KKP (ราคาเป้าหมาย 59 บาท) น่าจะได้รับความสนใจจากตลาด โดยปรับเพิ่มคำแนะนำ SCB (ราคาเป้าหมาย 115 บาท) จาก Switch เป็น ซื้อเก็งกำไร ตาม Sentiment เงินปันผล ส่วน Top pick กลุ่มฯ ฝ่ายวิจัยเลือก KBANK (ราคาเป้าหมาย 155 บาท) สำหรับการ Recovery ของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ในทางพื้นฐานชอบ TISCO (ราคาเป้าหมาย 102 บาท) และ BBL (ราคาเป้าหมาย 154 บาท)

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”