Official Update :

Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งแรงในรอบเกือบ 20 ปี ตลาด Emerging Market รับแรงกระแทก เงินไหลออก ไทยไม่รอดดิ่งนำเพื่อนบ้านลึกกว่า -30 จุด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในช่วงปลายเดือนกันยายน

ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของต้นทุนเงินในตลาดโลก


โดยในช่วงกลางเดือนกันยายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หรือ Bond Yield ปรับขึ้นเหนือระดับ 5% และแตะประมาณ 5.1% ในวันที่ 23 ก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 


ก่อนจะขยับขึ้นต่อมาอยู่ที่ประมาณ 5.21–5.25% ในช่วงปลายเดือน เพิ่มขึ้นราว 0.46–0.49 จุดเปอร์เซ็นต์ในหนึ่งเดือน


ทำไม Bond Yield สหรัฐฯ
ถึงพุ่งแรง?

การปรับขึ้นเป็นผลจากหลายแรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกัน


1.เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อยังไม่ยอมลดลงง่าย ๆ

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวในเดือนกันยายนสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรง โดยกิจกรรมทางธุรกิจขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด และ Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น


เมื่อคาดว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ราคาพันธบัตรเดิมจึงถูกกดดัน เพราะนักลงทุนสามารถนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้ราคาพันธบัตรที่ออกไปแล้วลดลง และ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น


2.ราคาน้ำมันสูงขึ้น เพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในเดือนกันยายน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง เพราะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจดันต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้าให้สูงขึ้นตาม


3.การกู้ยืม รวมถึงการลงทุนใน AI เพิ่มขึ้น

อีกปัจจัยที่ตลาดจับตาคือการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่เร่งลงทุนใน AI


Fidelity ประเมินว่าในปี 2026 บริษัท Hyperscaler อาจออกหนี้ใหม่รวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI


เมื่อบริษัทและรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น ปริมาณพันธบัตรในตลาดก็เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่นักลงทุนอาจต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อรับความเสี่ยงจากการถือหนี้จำนวนมากขึ้น ทำให้ Bond Yield ระยะยาวมีแรงกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้น


Bond Yield สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น เริ่มส่งผลต่อตลาดเกิดใหม่

เมื่อ Bond Yield สหรัฐฯ สูงขึ้น สินทรัพย์สกุลดอลลาร์ก็มีความน่าสนใจมากขึ้น นักลงทุนจึงอาจลดการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets หรือ EM) และโยกเงินกลับไปยังสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ 


โดยไทยและเวียดนามเป็นตัวอย่างของประเทศที่เริ่มเห็นปรากฏการนี้ในช่วงที่ผ่านมา


ไทย: ต่างชาติขายสุทธิ กดดันตลาดหุ้น

SET ปิดเดือนกันยายนที่ประมาณ 1,471 จุด ลดลงราว 6% จากเดือนสิงหาคม ขณะที่ต่างชาติยังขายสุทธิในหลายวัน เช่น

  • 23 ก.ย. ขายสุทธิประมาณ 1.2 พันล้านบาท

  • 28 ก.ย. ขายสุทธิประมาณ 3.9 พันล้านบาท

ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่เพียง 1.00% จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การดึงดูดเงินทุนต่างชาติเข้าตลาดไทยทำได้ยากขึ้น


เวียดนาม: แม้ FTSE ปรับสถานะขึ้น แต่ต่างชาติยังคงขาย

เวียดนามเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่า ข่าวดีเฉพาะประเทศอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดกระแสลดความเสี่ยงในตลาด EM


ในช่วงกลางเดือนกันยายน FTSE Russell ปรับสถานะเวียดนามเป็น Secondary Emerging Market อย่างเป็นทางการ โดยจะทยอยเพิ่มหุ้นเวียดนามเข้าสู่ดัชนี 4 ระยะ ตั้งแต่กันยายน 2026 ถึงกันยายน 2027


แม้การปรับสถานะจะช่วยเปิดทางให้เงินลงทุนจากกองทุนที่อิงดัชนีเข้ามาในระยะยาว แต่ในระยะสั้นแรงขายก็ยังเห็นได้ชัด โดยวันที่ 21 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิมากกว่า 680 พันล้านดอง ขณะที่ VN-Index ลดลง 0.88% และวันที่ 24 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิอีกประมาณ 1.05 ล้านล้านดอง


ตัวเลขจากไทยและเวียดนามสะท้อนภาพเดียวกันว่า แม้แต่ละประเทศจะมีปัจจัยบวกของตัวเอง แต่เมื่อผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐฯ สูงขึ้น นักลงทุนก็มีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะลดความเสี่ยงในตลาด EM


ถ้า Bond Yield ยังสูงต่อเนื่อง
จะเกิดอะไรขึ้น?

บทวิเคราะห์ตลาดตราสารหนี้มองภาพในระยะยาวไว้หลายทาง แต่มี 2 แนวโน้ม หรือ Scenario หลักที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พูดถึง


1.Bond Yield ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่เริ่มทรงตัว

หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตดี, ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ และบริษัททำกำไรได้ดี Bond Yield อาจอยู่ในระดับสูงต่อไป เพราะตลาดคาดว่า Fed จะยังไม่รีบลดดอกเบี้ย 


แต่หากเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ Bond Yield มีโอกาสทรงตัวแทนที่จะพุ่งขึ้นต่อ


UBS มองว่า การลงทุนและการนำ AI มาใช้งานที่ยังแข็งแกร่งอาจช่วยเพิ่มรายได้และผลิตภาพของเศรษฐกิจ 


โดยบางประมาณการคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโต 2.5–3.0% ในปี 2026 ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่ Bond Yield จะทรงตัวหรือปรับลดลง


ซึ่งผลกระทบหลัก คือ การที่ธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะต้นทุนเงินยังสูง ในขณะที่ EM ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ต้องรับภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น และ การลงทุน AI ยังเดินหน้าต่อ แต่บริษัทจะเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนชัดเจนมากขึ้น


2.Bond Yield ไต่สู่ระดับ 6%

แต่ถ้าการลงทุน AI, เงินเฟ้อ และการขาดดุลการคลังยังผลักดันให้ Bond Yield ปรับขึ้นต่อ ความเสี่ยงจะรุนแรงขึ้น เพราะตลาดอาจเริ่มมองว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวจะอยู่ในระดับสูงกว่าที่เคยคาด


Reuters รายงานว่า ผู้จัดการสินทรัพย์จำนวนมากขึ้นมองว่า Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี อาจแตะ 6% ภายใน 12 เดือน หากเศรษฐกิจยุค AI ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล


หาก Bond Yield ขึ้นไปถึงระดับดังกล่าว ต้นทุนการกู้ยืมจะเพิ่มขึ้นอีกมาก และอาจทำให้บริษัทที่มีหนี้สูงหรือฐานะการเงินอ่อนแอระดมทุนได้ยากขึ้น


สำหรับ AI ความเสี่ยงคือบริษัทอาจต้องชะลอหรือยกเลิกโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูง หากต้นทุนการกู้เงินเพิ่มขึ้นจนผลตอบแทนที่คาดหวังไม่คุ้มกับเงินลงทุน


ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อและราคาน้ำมันลดลง หรือรัฐบาลควบคุมการขาดดุลได้ดีขึ้น Bond Yield ก็มีโอกาสลดลง ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายต้นทุนเงินของตลาดโดยรวม


สรุป

การพุ่งขึ้นของ Bond Yield ในเดือนกันยายนสะท้อนว่า ต้นทุนเงินระยะยาวอาจอยู่สูงกว่าที่ตลาดเคยคาด จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรง, เงินเฟ้อ และการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น


ผลกระทบได้ลามมายังตลาดเกิดใหม่ผ่านกระแสเงินทุน, ค่าเงิน และต้นทุนการกู้ยืม โดยเห็นได้จากแรงขายในไทยและเวียดนาม


ในระยะต่อไป สิ่งที่นักลงทุนควรจับตา คือทิศทางเงินเฟ้อและการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ, ราคาน้ำมันโลก และการเปลี่ยนแปลงของทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ


ที่มา: Reuters, Bloomberg, Krungsri Research, The Investor (Vietnam), VietnamNet, TradingEconomics, Bangkok Post, Asian Development Bank (Asia Bond Monitor), Vanguard, Fidelity, Standard Chartered, UBS, RBC Wealth Management.

Most Viewed
Stock of the Day
หุ้นไทยจ่อเปลี่ยนกลุ่มเล่น เงินเริ่มหมุนออกจากแบงก์ จับตาบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ จ่อพีคเดือนต.ค. BGRIM-GPSC เด่น รับอานิสงส์ยีลด์ขาลง
Updated 21 hours ago
Stock of the Day
EGCO ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว! Q3/69 กำไรฟื้นแตะ 1.2 พันลบ. AE II เพิ่มอัพไซส์-ปันผล 3.25 บาท ลุ้นปี 70 กำไร 4.6 พันลบ. โตแรง 39%
Updated 1 day ago
Stock of the Day
KCE พุ่งแรง 10% หลังโบรกฯ นอกให้เป้าสูง บล.กรุงศรี ชี้ยังมีอัพไซส์ปรับราคาขาย แต่สะท้อนในหุ้นแล้ว ชู DELTA เด่นกว่า
Updated 1 day ago
Digital Asset
ก.ล.ต. ย้ำเตือนผู้ลงทุนให้ดำเนินการต่อทรัพย์สินของตนในแอปพลิเคชัน Holdstation และ UNO ก่อนการปิดกั้น ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
Updated 22 hours ago
Fund Move
“BLUEBELL”…ส่องทิศทางการลงทุนโค้งสุดท้ายปี26 สรุปประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้
Updated 1 day ago
Follow Us