Official Update :

“บลจ.” เมินตั้งกองทุนลุย ‘Bitcoin’…เตือนนักลงทุน ‘หลีกเลี่ยง’ หาก ‘ไม่เข้าใจ’ !!!

“บิทคอยน์ (Bitcoin)” สินทรัพย์ดิจิทัล ที่นักลงทุนหลายต่อหลายคนคงผ่านหูผ่านตามาบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่รู้จัก บิทคอยน์ ก็คือ สกุลเงินดิจิทัลรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถซื้อขายได้ผ่านผู้ให้บริการแลกเปลี่ยน ‘บิทคอยน์’


ซึ่งที่เราจะพูดกันในวันนี้คงไม่ใช่เพียงเพราะ ‘บิทคอยน์’ คืออะไร มีที่มายังไง แต่เป็นการปรับตัวขึ้นของ ราคาบิทคอยน์ ที่ได้เพิ่มขึ้นแรงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา จนถึงต้นปีนี้ ล่าสุด อยู่ที่ 38,000 ดอลลาร์สหรัฐ


โดย ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ บางส่วนก็คาดว่า สาเหตุที่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยให้ความสนใจถึงสินทรัพย์ดังกล่าว ได้เห็นมองโอกาสการเข้าไปซื้อ ‘บิทคอยน์’


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำมุมมองอีกด้านหนึ่งจากทางผู้เชี่ยวชาญสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ถึงตัวสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง ‘บิทคอยน์’ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ


“สกุลเงินดิจิตอลในโลก” มีมากกว่า 2,000 สกุล...ในไทย 
‘ก.ล.ต.’ รับรอง 4 สกุลเงินดิจิตอล ใช้ซื้อขายใน ‘ตลาดรอง ICO’


กลุ่ม “สินทรัพย์ดิจิตอล (Digital Asset)” ได้เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในโลกของการลงทุน ‘สกุลเงินดิจิตอล’ ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่ในปีที่ผ่านมาคนต่างพากันสนใจหลังจากที่ราคา “บิทคอยน์ (Bitcoin)” พุ่งทะยานจนโลกต้องเหลียวหลังไปดูแม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ตาม จากต้นปี20 ราคาไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์ จบสิ้นปีไปที่ 28,800 ดอลลาร์ และยังเดินหน้าต่อแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจนปัจจุบัน (ณ 14 ม.ค. 21) อยู่ประมาณ 38,000 ดอลลาร์แล้ว วิ่งกันไปจรวดพุ่งแบบนี้ “โลกจึงต้องหยุดมอง” ในที่สุด ทำให้กลุ่มนักลงทุนไทยเริ่มสนใจอยากจะไปลงทุน Bitcoin ขึ้นมาบ้างแล้ว


Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิตอลเพียงสกุลหนึ่งในโลกเท่านั้น ที่มีอยู่มากกว่า 2,000 สกุล แต่ที่คนทั่วโลกรู้จักก็คงต้องยกให้ Bitcoin และที่คนรู้จักจริงๆ อาจจะมีไม่มากนักด้วย”




หลายคนอาจจะแปลกใจว่าในไทยเอง “สินทรัพย์ดิจิตอล (ICO)” ก็มีตลาดรองให้ซื้อขายแล้ว โดยสกุลเงินที่ทาง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)” ให้การรับรองในการใช้ซื้อขายมี 4 สกุลเงินดิจิตอล ได้แก่

-Bitcoin

-Stellar

-Ethereum

-Litecoin

-และ ‘เงินบาท’



“ปัจจุบันไทยเราก็มีตลาดรองซื้อขายสินทรัพย์ดิจิตอลแล้ว สำหรับตอบโจทย์กลุ่มคนที่สนใจ แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้และมีเพียงกลุ่มคนไม่มากนักที่เข้าไปลงทุนกัน”


ส่วนสินทรัพย์นั้นจะก้าวมาเป็นสินทรัพย์ให้ “กองทุนรวม” เข้าไปลงทุนได้หรือไม่นั้น ต้องมีเรื่องขนาดของตลาดทั้ง ‘ความกว้าง’ คือ โปรดักต์ที่หลากหลายมากเพียงพอในการกระจายการลงทุน ตลอดจน ‘ความลึก’ ในแง่ของสภาพคล่องและเครื่องมือที่จะใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ไม่เช่นนั้น “ตลาด High Yield Bond” ในไทย คงมีกองทุนรวมเข้าไปลงทุนนานแล้วก็ติดปัญหา


“ที่สำคัญคือ ‘ความรู้ความเข้าใจ’ ของฝ่ายนักลงทุนด้วยเช่นกัน สินทรัพย์การลงทุนในโลกมีมากมาย แต่ความเข้าใจของนักลงทุนไทยเองก็อาจจะยังไปไม่ถึง การนำเข้ามาแทนที่จะเป็น ‘โอกาส’ อาจกลายเป็น ‘ความเสี่ยง’ ก็ได้เช่นกัน ทางฝ่ายกำกับดูแลก็เลยต้องดูพัฒนาการไปในหลายๆ ด้สนด้วยเช่นกัน”


“บิทคอยน์” สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง...ไม่มีปัจจัยพื้นฐานต่างจาก “Asset class” อื่น


ด้าน “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ได้ให้มุมมองว่า บิทคอยน์ เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่สูงมาก เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้ยากหรือแถบจะหาปัจจัยมาประกอบการวิเคราะห์ได้เลย ต่างจาก Asset Class ที่จะมีพื้นฐานของตัวสินทรัพย์เอง รวมไปถึงสกุลเงินดังกล่าวมีความเป็นไปได้ยากที่จะเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้หรือใช้งานในธุรกรรมต่างๆ ทั่วโลก สะท้อนได้จากกรณีของ ‘ลิบรา (Libra)’ ที่เฟซบุ๊กเป็นผู้พัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองขึ้น ที่แม้ว่าจะมีการเสนอแก่รัฐสภาหรือสภาครองเกรส แต่ไม่สามารถป้องกันปัญหาเรื่องฟอกเงินได้ที่ทุกประเทศเข้มงวด


(คุณคมสัน ผลานุสนธิ)



“โดยส่วนตัวจึงมองว่า สกุลเงินดิจิทัลเคอเรนซี่ ไม่สามารถเกิดขึ้นถ้าไม่ได้ออกโดยรัฐบาล สำหรับ ‘บิทคอยน์’ ก็มีบางกลุ่มคนที่มีความเชื่อ มีการซื้อขายเป็นของแลกเปลี่ยนแทนเงินสด แต่ปัจจุบันการทำธุรกรรมผ่านบิทคอยด์ ไม่ได้สูงมากนักหรืออยู่ที่เพียง 0.1%”


กระแสเงินดิจิทัล-เงินล้นตลาด...หนุนราคา 
‘บิทคอยน์’ ทะยานฟ้า


อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่ากระแสสกุลเงินดิจิทัลได้รับความสนใจจากนักลงทุน ทำให้ปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมาค่นเร็วและแรงส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสเงินสดจำนวนมากที่ล้นตลาด ทำให้ไหลเข้า ‘บิทคอยน์’ หรือสินทรัพย์ใหม่ๆ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนใหม่ๆ หลังจากสินทรัพย์ในตลาดทุน อย่างหุ้น มีราคาที่ค่อนข้างแพง และผลตอบแทนจากตราสารหนี้ก็ยังต่ำตามอัตราดอกเบี้ย


เตือนนักลงทุนควรศึกษาทำความเข้าใจสินทรัพย์ให้ดีก่อนลงทุน..แนะเลี่ยงได้เลี่ยง


สำหรับ “กองทุน” ที่มีนโยบายการลงทุนใน บิทคอยน์ ของไทยในปัจจุบันยังไม่มีรองรับแก่นักลงทุน เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อนักลงทุนจึงมีการหลีกเลี่ยงออกไป ส่วนนักลงทุนที่สนใจอาจจะต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดังกล่าวให้เข้าใจก่อน และต้องใช้ความรอบครอบรวมไปถึงระมัดระวังการลงทุนให้ จึงแนะนำหลีกเลี่ยงก็ควรหลีกเลี่ยงหากไม่มีความเข้าใจ


เตือนนักลงทุนอีกหนึ่งเสียง... “ควรศึกษาสินทรัพย์ให้เข้าใจ” ก่อนลงทุน


ฟาก “นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” Chief Investment Officer บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้ให้ความแนะนำในทิศทางเดียวกันว่า นักลงทุนควรทำความเข้าใจในสินทรัพย์ให้ดีก่อน ว่าดีมานด์และซัพพลายเป็นอย่างไรซึ่งรวมไปถึงสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย อย่างหุ้นเองก็ต้องเข้าใจธุรกิจของบริษัท แต่สำหรับ “บิทคอยน์” มีความแตกต่างออกไปเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง โดยจะเปรียบเทียบ “บิทคอยน์” เป็นเหมือนกับตัวตัวกลางการซื้อขายแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งหากนักลงทุนจะคาดการณ์ราคาสินทรัพย์ดังกล่าว อาจจะต้องศึกษาทำความเข้าใจถึงดีมานด์และซัพพลายให้ดีก่อน


(คุณนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส)


“ส่วนการจัดตั้งกองทุนที่ลงทุนใน ‘บิทคอยน์’ ของบลจ.ไทยในปัจจุบันยังไม่ได้มีให้ลงทุน เนื่องจากสินทรัพย์ดังกล่าวค่อนข้างมีความเสี่ยงที่สูงจึงต้องใช้ระยะเวาลศึกษาพอสมควร ในส่วนของบลจ.เองก็ค่อนข้างมีความสนใจ จากประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่ผ่านมาที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในภาวะเช่นนี้ ที่เรายังไม่รู้ถึงโครงสร้างและพื้นฐานของตัวสินทรัพย์ รวมถึงตัวตลาด จึงยังไม่มีมุมมองที่จะเข้าไปจัดตั้งกองทุนในตอนนี้”


ทั้งนี้มุมมองถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง “บิทคอยน์” นั้น เป็นสินทรัพย์ที่มี ‘ความเสี่ยงสูง’กว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง ‘หุ้น’ ก็มองว่าข้อสังเกตุนี้เป็นไปได้ทุกสินทรัพย์ใหม่ เนื่องจากสินทรัพย์ใหม่ที่เข้ามาในตลาดย่อมมีความเสี่ยงสูง เพราะข้อมูลต่างๆ ได้รับในบางครั้งอาจจะไม่เพียงทำให้ไม่มีความเข้าใจและสร้างความกังวลให้แก่ผู้ลงทุนได้


ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทำให้โลกการลงทุนอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้วสัมผัส การจะออกไปลงทุนใน “สินทรัพย์ดิจิตอล” อย่าง “บิทคอยน์ (Bitcoin)” ก็มีช่องทางที่สามารถทำได้ในปัจจุบัน แต่ในแง่ของ “กองทุนรวม” เองนั้นยังไม่มีแต่ประการใด ทั้งนี้นักลงทุนที่สนใจควรศึกษาทำความเข้าใจให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน หรือหากไม่เข้าใจก็ ‘ควรหลีกเลี่ยง’ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นไว้ข้างต้นจะดีกว่า

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา