Official Update :

ออมหุ้นโรงพยาบาล BDMS-BH ตอนนี้พอร์ตจะเป็นอย่างไร?

ที่ผ่านมาหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่หายไป ทำให้ผลประกอบการปรับตัวลงค่อนข้างมาก แต่โรงพยาบาลหลายแห่งก็พยายามปรับตัว เพิ่มบริการอื่นๆ ที่สามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนรายได้ เช่น การตรวจคัดกรอง Covid-19 หรือบริการฉีดวัคซีนทางเลือก ซึ่งล่าสุดรัฐบาลไฟเขียวให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนได้แล้วผ่านทางองค์กรเภสัช


ดังนั้น Wealthy Thai ขอหยิบหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BDMS และ BH มาทดลองทำ DCA ให้ดูว่าหากเรา DCA หุ้นทั้งสองตัวด้วยเงิน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี และมีวิกฤติเข้ามาแบบนี้ พอร์ตการลงทุนจะเป็นอย่างไร





จากข้อมูลของ SETSMART พบว่า หากเรา DCA หุ้น BDMS ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 14,447 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 22.45 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 329,391.60 บาท ได้กำไร 5,065.90 บาท หรือเพิ่มขึ้น 1.56 % และได้รับเงินปันผล 18,603.66 บาท



BDMS บริการเสริม Covid-19 หนุนครึ่งปีหลังฟื้น

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/64 บล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า คาดผลประกอบการจะเติบโตจากไตรมาส 2/63 จากฐานกำไรต่ำ เพราะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 มากที่สุด รวมถึงเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในเดือน เม.ย.-พ.ค. 64 แนวโน้มรายได้เติบโต Double Digit จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากจ่านวนคนไข้ทั่วไปที่เพิ่มขึ้น จากความกังวลการใช้บริการในโรงพยาบาลลดน้อยลง นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการตรวจคัดกรอง Covid-19 ราว 3,800 คนต่อวัน และเพิ่มเตียงผู้ป่วย Covid-19  เป็น 1,900 เตียง จากเดิม 700 เตียง รวมถึงบริการ Hospitel อีก 500 เตียง ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากบริการตรวจคัดกรอง Covid-19 และ ASQ คิดเป็น 10% ของรายได้รวม


จำนวนผู้ป่วยทั่วไปที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริการเกี่ยวกับ Covid-19 ช่วยหนุนรายได้ นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่าการกระจายวัคซีนที่มากขึ้น เป็น Sentiment เชิงบวกในอนาคต รวมถึงการนำเข้าวัคซีนที่คาดว่าจะเริ่มได้ในช่วง ต.ค. 64 จะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 64 ให้ฟื้นตัวอย่างมีนัยยะ แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 24.20 บาท



BH ปี 66 กำไรแตะ 3.9 พันล้านบาท

ส่วน BH ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 2,017 หุ้น มีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 158.31 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ บาท 270,278.00 ขาดทุน 49,041.50 บาท หรือติดลบ 15.36 % และได้รับเงินปันผล 14,963.80 บาท โดยบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า งบไตรมาสไตรมาส 2/64 น่าจะยังอ่อนแอจากการระบาด Covid-19 ระลอก 3 ที่เริ่มในเดือนเม.ย. 64 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการมาโรงพยาบาลเช่นเดียวกับไตรมาส 1/64 เพราะผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย แตกต่างจากโรงพยาบาลที่ให้บริการผู้ป่วยประกันสังคมที่มีการตรวจ Covid-19 ฟรีและได้รับเงินคืนจากรัฐบาล ซึ่ง BH ไม่ได้รับประโยชน์จากรายได้จากการตรวจ Covid-19 ที่สูงขึ้น ดังนั้น/จึงคาดว่าผลกำไรจะลดลงจากไตรมาส 1/64


ทั้งนี้ ไทยจะเปิดประเทศอีกครั้งในเดือนก.ค. 64 โดยเริ่มที่ภูเก็ตและจะเปิดเต็มที่ในวันที่ 1 ม.ค. 65 ควบคู่ไปกับการเร่งฉีดวัคซีนในเดือนมิถุนายน และรัฐบาลตั้งเป้าให้คนไทย 70% ได้รับวัคซีนภายในสิ้นปี นี่น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อ BH นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่าตลาดคาดหวังการฟื้นตัวในระยะยาวที่มองเห็นได้ชัดเจน โดยมีผู้ป่วยต่างชาติกลับมาอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังปี 64 และด้วยเหตุนี้กำไรหลักของ BH จะฟื้นตัว 391.7% ในปี 65 (เป็น 1.9 พันล้านบาท) และเพิ่มเป็น 106.7% ในปี 66 แตะ 3.9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นระดับก่อน Covid ในปี 63


คำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 146 บาท ในบรรดาหุ้นโรงพยาบาลที่วิจัย BH ได้รับผลกระทบจากโควิดมากที่สุด เพราะมีการแพร่ระบาดในต่างประเทศเป็นจำนวนมากและจะเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่ดีที่สุดหากไทยเปิดพรมแดนอีกครั้ง โดยหุ้น BH ซื้อขาย P/E ปี 66 ที่ 26.2 เท่า ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวเต็มที่และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยล่วงหน้าระยะยาวที่ 36.1 เท่า ฝ่ายวิจัยมองว่านี่เป็นโอกาสสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานมั่นคง แต่ยังความเสี่ยงที่สำคัญ คือ การฉีดวัคซีนในไทยช้าซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการเปิดประเทศอีกครั้ง        

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้