Binance TH ชี้คริปโตปี 2026 สภาพคล่องโลก–นโยบายรัฐหนุน จับตา Fin Tech เปลี่ยนบทบาทเงินดิจิทัล ลุ้น BTC ทะลุ 100,000 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปี
Binance TH มองตลาดคริปโตปี 2026 ภาพรวมเริ่มชัดเจนขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ชี้ทิศทางคริปโตปีนี้อาจได้รับแรงหนุนจากนโยบายเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การผ่อนคลายนโยบายการเงิน, มาตรการกระตุ้นการคลัง และการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ พร้อมกับการเติบโตของ Stablecoin และ Tokenization อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังสูง, ความเชื่อมโยงกับหุ้นเทคและการลงทุน AI, รวมถึงความแตกต่างของกฎระเบียบคริปโตทั่วโลก
นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) กล่าวว่า จากรายงาน FULL-YEAR 2025 & THEMES FOR 2026 ที่จัดทำโดย Binance Research ตลอดปี 2025 ตลาดคริปโตอยู่ภายใต้ภาวะที่เรียกว่า “Data Fog” ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ข้อมูลและข่าวสารในตลาดมีจำนวนมากและซับซ้อน จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากประเมินสถานการณ์ได้ยาก ส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนมีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 ภาพรวมตลาดอาจเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
แม้ความตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะเพิ่มความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดการเงินโลกกลับตอบสนองค่อนข้างจำกัด โดยทั้งตลาดหุ้น ทองคำ และ Bitcoin มีการเคลื่อนไหวเพียงระยะสั้นก่อนกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงเดิม พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดอาจประเมินว่าความขัดแย้งครั้งนี้มีแนวโน้มจำกัดวงหรือมีระยะเวลาสั้น มากกว่าจะลุกลามจนกระทบเสถียรภาพของระบบการเงินโลก
ทั้งนี้ ยังมองว่าทิศทางของตลาดคริปโตในปีนี้จะถูกสนับสนุนโดยปัจจัยเชิงนโยบายหลัก 3 ด้าน หรือที่เรียกว่า “Policy Triumvirate”
1.การผ่อนคลายนโยบายการเงินสหรัฐฯ (Monetary Easing) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้ง สู่ระดับ Neutral Rate ประมาณ 3% พร้อมกลับมาขยายงบดุลอีกครั้ง โดยมาตรการดังกล่าวอาจทำให้เกิดการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินราว 500,000–600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางหลักอื่น ๆ เช่น People’s Bank of China (PBoC) และ European Central Bank (ECB) ก็มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องทั่วโลกกลับมาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
2.มาตรการกระตุ้นการคลัง (Fiscal Stimulus) ในฝั่งนโยบายการคลัง สหรัฐฯ เตรียมเริ่มใช้กฎหมาย OBBBA ซึ่งจะส่งคืนเงินภาษีให้กับภาคครัวเรือนประมาณ 100,000–150,000 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยในอดีตเม็ดเงินที่เข้าสู่ภาคครัวเรือนโดยตรงมักไหลเข้าสู่ ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ได้รวดเร็วกว่าสภาพคล่องจากธนาคารกลาง
3.การผ่อนคลายกฎระเบียบ (Deregulation) รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน หรือที่เรียกว่า Animal Spirits ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้กิจกรรมทางการเงิน เช่น การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (IPO) กลับมาคึกคักอีกครั้ง
โดยบทบาทของคริปโตเคอร์เรนกำลังเปลี่ยนไปจากพัฒนาการหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยในปี 2026 นี้ Bitcoin เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงเครือข่ายการชำระเงิน ไปสู่การเป็น สินทรัพย์ทางการเงินระดับมหภาค
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตาคือแนวคิด Strategic BTC Reserve ซึ่งเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ จัดตั้ง กองทุนสำรอง Bitcoin ของรัฐ โดยเปลี่ยนจากการถือครองเหรียญที่ยึดได้จากคดี เป็นการ ซื้อ Bitcoin จากตลาดโดยตรงด้วยงบประมาณของรัฐบาล แนวคิดลักษณะเดียวกันกำลังถูกพิจารณาในหลายประเทศ เช่น บราซิล, ปากีสถาน และรัสเซีย
นอกจากนี้ Bitcoin ยังมีความเชื่อมโยงกับปริมาณเงิน M2 ของประเทศกลุ่ม G4 มากขึ้น โดยปัจจุบัน มูลค่าตลาดของ Bitcoin คิดเป็นประมาณ 2% ของปริมาณเงิน M2 ของประเทศกลุ่ม G4
หากแนวโน้มในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเดินหน้าต่อ สัดส่วนดังกล่าวอาจเพิ่มเป็น 3% ภายในปี 2028 และปัจจัยเหล่านี้อาจสะท้อนถึง “มูลค่าพื้นฐาน” ของ Bitcoin ที่นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่าอาจอยู่ใกล้ระดับ 160,000 ดอลลาร์ ทั้งนี้ Binance Research มองว่าภายในสิ้นปี 2026 Bitcoin มีโอกาสปรับขึ้นเกิน 100,000 ดอลลาร์
อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ อุตสาหกรรมคริปโตกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วง การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ช่วง การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชัน
หนึ่งในแนวโน้มสำคัญคือ PayFi ซึ่งเป็นการผสานระหว่าง Decentralized Finance (DeFi) กับระบบการชำระเงินในโลกจริง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกกำลังเริ่มเข้าสู่ยุค Agentic Commerce ซึ่งเป็นระบบที่ AI Agents สามารถดำเนินธุรกรรมทางเศรษฐกิจแทนมนุษย์ โดยใช้คริปโตเป็นสื่อกลาง
หนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจคือ มาตรฐาน x402 (Payment Required) ซึ่งเชื่อมระบบการชำระเงินเข้ากับ HTTP protocol โดยตรง ซึ่งข้อมูลในปีที่ผ่านมา พบว่า มากกว่า 90% ของธุรกรรมในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่นี้ถูกดำเนินการโดย AI bots ทั้งนี้ Stablecoin และ Tokenization อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินดิจิทัล
โดยในปี 2025 มูลค่าตลาด Stablecoin อยู่สูงกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ และปริมาณธุรกรรมต่อวันอยู่ที่ประมาณ 3.54 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าปริมาณธุรกรรมของ Visa และภายในปี 2030 มูลค่าตลาด Stablecoin อาจขยายสู่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน หรือ Tokenization เริ่มขยายตัวจากการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล ไปสู่การใช้งานในกระบวนการทางการเงินจริง ตัวอย่างเช่น หุ้นหรือพันธบัตร ที่ถูก Tokenize ซึ่งสามารถใช้เป็น หลักประกัน (Collateral) และรองรับการชำระธุรกรรมข้ามระบบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มระยะยาวของคริปโตยังมีปัจจัยบวก แต่รายงานระบุว่ามี 3 ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา
1.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังสูง: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่ที่ราว 4.13% ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยน่าสนใจกว่า โดยในปี 2025 มีกระแสเงินไหลเข้ากองทุนตราสารหนี้กว่า 600,000 ล้านดอลลาร์
2.ความเชื่อมโยงกับหุ้นเทคและการลงทุน AI: การลงทุน AI ของบริษัทเทคอาจแตะ 611,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 หากผลตอบแทนต่ำกว่าคาด อาจกดดันหุ้นเทคและส่งผลต่อคริปโตที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มนี้มากขึ้น
3.ความแตกต่างของกฎระเบียบทั่วโลก: กรอบกำกับดูแลคริปโต เช่น MiCA ของยุโรป, กฎในสหรัฐ และเอเชีย ยังพัฒนาไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องตลาดคริปโตถูกแบ่งแยกและลดประสิทธิภาพของตลาดโลก
สำหรับพัฒนาการด้านตลาดคริปโตของประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังเดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโลกคริปโตเข้ากับตลาดทุนแบบดั้งเดิมมากขึ้น ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ปี 2026 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วย 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
-
การพัฒนา Crypto ETF และ Crypto Futures เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านโครงสร้างการลงทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
-
การทดสอบ Thai Baht Stablecoin ผ่าน Regulatory Sandbox ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างระบบชำระเงินแบบดิจิทัลที่สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และลดความเสี่ยงในการชำระราคา
-
การทดลอง Bond Token หรือการแปลงพันธบัตรเป็นโทเคนดิจิทัล เพื่อให้สินทรัพย์ในตลาดทุนสามารถซื้อขายบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้โดยตรง
-
การพัฒนา Tokenized Carbon Credit เพื่อให้เครดิตคาร์บอนสามารถซื้อขายผ่านระบบดิจิทัล และสนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของ Digital Asset Infrastructure ในภูมิภาคอาเซียน
โดยสรุปแล้ว ภูมิทัศน์ของตลาดคริปโตในปี 2026 อาจเป็นช่วงของการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยตลาดจะคัดกรองสินทรัพย์ที่ไม่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนออกไป และความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโตในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่ที่การกระจายอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “Verifiable Trust” หรือระบบความไว้วางใจที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ทั้งผู้บริโภคและสถาบันการเงินทั่วโลกสามารถเข้าร่วมในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ
