ความเหลื่อมล้ำ กำลังพ่นพิษใส่เศรษฐกิจ!! จีดีพีไทยอาจจะฟื้นเร็วสุดปลายปี 65
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (Economic Intelligence Center : EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (จำกัด) มหาชน ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยจาก 2.2% เป็น 2.6% โดยมุมมองเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เป็นผลมาจากภาคส่งออกที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด และความคืบหน้าด้านการฉีดวัคซีน และมาตรการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบ Covid-19 ของรัฐบาล ขณะที่การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2564
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของ EIC พบว่า จีดีพีไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิด COVID-19 ได้ในช่วงปลายปี 2565 หรือต้นปี 2566 ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ สะท้อนการพึ่งพาของเศรษฐกิจไทยต่อภาคท่องเที่ยวในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หรือคิดเป็นสัดส่วน 12% ของจีดีพี นอกจากนี้ในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเซ็คเตอร์สำคัญของประเทศ EIC คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จนกว่าการฉีดวัคซีน Covid-19 จะกระจายทั่ว จนทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ทั้งในไทยและในประเทศ ที่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวหลักของไทย
“มีโอกาสสูงที่จีดีพีของไทยจะไม่กลับไปสู่ระดับของ trend เดิม และจะเกิด Permanent Output Loss ขนาดใหญ่ โดยพิจารณาจากส่วนต่างในช่วงของระดับจีดีพี ในกรณีที่ไม่มี COVID-19 เกิดขึ้นเทียบกับระดับจีดีพี ตามการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF และ EIC ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พบว่า ระดับส่วนต่างของ GDP ระหว่าง 2 กรณีของไทย (output shortfall) อยู่ที่ประมาณ 8-9% ซึ่งถือว่า เป็นช่องว่างที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้การที่เศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้รายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ” ดร.ยรรยงกล่าว
ขณะที่ปัญหางบดุลและฐานะทางการเงินของภาค SME และภาคครัวเรือนจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการซ่อมแซม ปัจจัยด้านอุปสงค์เหล่านี้ จะทำให้ปัญหาการว่างงานและการทำงานต่ำระดับระยะยาวมีมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนของภาคธุรกิจชะลอลงทำให้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มายกระดับประสิทธิภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันมีจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อจำกัดด้านอุปทาน และการลดลงของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้
ซึ่ง EIC ประเมินว่า ภาครัฐอาจพิจารณาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อลดระดับแผลเป็นทางเศรษฐกิจ และ Output Loss ในระยะสั้น ผ่านการเร่งดำเนินการฉีดวัคซีน และการประสานงานการเปิดการท่องเที่ยว ระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเอสเอ็มอี และแรงงานที่มีลักษณะเจาะจงและเชื่อมโยงมากขึ้น ทั้งการช่วยเหลือทางการเงิน การสร้างงานและการจับคู่งาน และการลดข้อจำกัดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนผลักดันมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และโอกาสด้านธุรกิจใหม่ๆ ภายหลัง COVID-19 จบลง ผ่านการลงทุนและการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ในการปรับทักษะแรงงาน ทั้งทักษะ Upskill และ Reskill และการเพิ่มศักยภาพของเอสเอ็มอี
