Official Update :

เปิดเฟส 3 ช่วยเอสเอ็มอีป้องกันเสี่ยง FX เริ่ม ส.ค. นี้

ธปท. ชี้แนวโน้ม “ค่าเงินบาท” ผันผวนมากขึ้นในครึ่งปีหลัง ระบุโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้คาดการณ์ได้ยาก ย้ำธปท. ดูแลเพียงชะลอค่าเงินไม่ให้ผันผวนเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวรับมือได้ พร้อมติดตามเงินไหลออกอย่างใกล้ชิด เปิดโครงการช่วยเอสเอ็มอีเฟส 3 หนุนซื้อประกันความเสี่ยง FX เพิ่มวงเงินค่าฟีทั้งออฟชั่นและการค้าระหว่างประเทศ 1 แสนบาทต่อราย

นางสาววชิรา อารมณ์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มค่าเงินบาทจะมีความผันผวนมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก เพราะความไม่แน่นอนทั่วโลกมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ 2 การผลิตวัคซีนจะออกใช้ได้เมื่อไหร่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องการคาดการณ์อนาคต ที่มีสิ่งต่างๆเข้ามากระทบ ซึ่งไม่ใช่ดูแค่เรื่องปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจเท่านั้น

สำหรับสถานการณ์เงินไหลออกในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นอีกเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากเช่นกัน แต่ธปท. ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เงินไหลเข้า-ออกอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ ธปท. ได้หารือกับผู้ค้าทองคำรายใหญ่ เรื่องการเตรียมความพร้อมสำหรับการซื้อขายด้วยสกุลดอลลาร์สหรัฐ มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มภายในครึ่งปีหลังนี้ ทั้งนี้ ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา เงินไหลออกจากไทยสุทธิ 1 หมื่นล้านดอลลาร์

“อย่างเรื่องของการระบาดโควิดรอบ 2 เกิดหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ดูแค่ไทย ต้องดูต่างประเทศด้วย ถ้าสถานการณ์โควิดในต่างประเทศไม่ดี เราก็ส่งออกไม่ได้ คาดการณ์ยากมาก มีแต่ความไม่แน่นอนมากขึ้น จึงมีปัจจัยที่เป็นทั้ง risk on risk off ถ้าคนมองเริ่มดี ก็เป็น risk on ที่ทำให้คนสบายใจ แต่พอมีเรื่องสงครามการค้า ก็เปลี่ยนเป็น risk off ที่มากระทบค่าเงินอีก ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ เราทำได้แค่เข้าไปช่วยดูแลให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ สิ่งที่เราทำ คือ ถ้ามีความผันผวนมากๆ เราค่อยๆชะลอไม่ให้ผันผวนเร็ว แต่ผู้ประกอบการก็ต้องมีวีธีรับมือบริหารความเสี่ยง FX ด้วย“ นางสาววชิรากล่าว

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ในช่วงครึ่งปีแรกมีความผันผวนสูง โดยช่วงต้นปี 2563 ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ30.15 บาทต่อดอลลาร์ แต่เมื่อเริ่ม เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ประเทศจีน คนประเมินว่า ไทยจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจแย่ จากรายได้ของภาคภาคท่องเที่ยวและภาคส่งออก ลดหายไปจำนวนมาก ส่งผลให้ทิศทางค่าเงินบาทอ่อน แต่เมื่อไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้ดีอยู่อันดับต้นๆของโลก ขณะที่ต่างประเทศเกิดการแพร่ระบาดมากขึ้น ส่งผลให้มองว่าประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากลับมา ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

นางสาววชิรากล่าวว่า หนึ่งในเครื่องมือสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน คือ “โครงการส่งเสริมความรู้ด้านบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและสนับสนุน SME ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ” เฟส 3 ซึ่งเอสเอ็มอีที่เข้าโครงการนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ 2 ส่วน คือ วงเงินค่าธรรมเนียม options 80,000 บาทต่อราย และวงเงินค่าธรรมเนียม(ค่าฟี) การค้าระหว่างประเทศ (Trade-Related Fees) 20,000 บาทต่อราย รวมเป็นวงเงิน 100,000 บาทต่อราย ถือว่าขยายวงเงินเพิ่มจาก 2 เฟสแรก ที่ให้วงเงินเพียง 30,000 บาท และ 50,000 บาทต่อราย ซึ่งน้อยกว่าเฟส 3 โดยเฟส 3 นี้จะเปิดให้เอสเอ็มอีลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 2563 และเข้าทำการอบรมครบหลักสูตร จะสามารถขอรับสิทธิประโยชน์ข้างต้นได้

โดยผู้เข้าโครงการนี้จะต้องผ่านการอบรมก่อน จะได้รับโอกาสทดลองใช้เครื่องมือ “การประกันค่าเงิน” หรือ FX options ที่มีเงื่อนไขเหมือนเช่นโครงการก่อน ซึ่งเฟส 3 ได้เพิ่มช่องทางอบรมผ่านออนไลน์มากขึ้น ทำให้สะดวกแก่ผู้ประกอบการที่เข้าโครงการ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 ภายใต้ความร่วมมือของธปท. ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สมาคมธนาคารไทย สถาบันธนาคารไทย ธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

นายชนะ บุณยะชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธสน. กล่าวว่า ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีที่มาเข้าโครงการ 2 เฟสแรกแล้วจำนวนกว่า 4,300 ราย ที่เข้ารับการอบรมและได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการนี้ โดยเฟส 3 รองรับการส่งออกหรือนำเข้าในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากดอลลาร์ สรอ. ได้แก่ ยูโร เยน หยวน ปอนด์ ดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานในการซื้อ FX options ภายใต้โครงการนี้ได้ และสามารถซื้อ FX options ได้ถึง 30 พ.ย. 2563 โดยสามารถ exercise สัญญาภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2563

“เฟส 3 จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่าย ที่สำคัญช่วยลดค่าใช้จ่ายอย่างมาก ซึ่งเราสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทำประกันค่าเงิน เพื่อรักษามูลค่าส่งออกไม่ให้ขาดทุน ซึ่งก็ต้องแลกกับเสียค่าธรรมเนียมทำป้องกันค่าเงิน “ นายชนะกล่าว

สำหรับรายละเอียดผู้เข้าร่วมโครงการ คือ เอสเอ็มอีที่เป็นผู้ส่งออกและนำเข้า ที่เป็นสมาชิก สสว. คุณสมบัติของ SMEs กลุ่มธุรกิจการผลิต รายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี ส่วนกลุ่มภาคการค้าส่ง/ค้าปลีก/บริการ รายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี จะได้รับเงินสนับสนุนค่าธรรมเนียม 2 ส่วนรวม 1 แสนบาทต่อราย ซึ่งใช้ได้จนครบวงเงินหรือภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2563

Most Viewed
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
Updated 18 hours ago
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
Updated 11 hours ago
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
Updated 12 hours from now
Fund Move
“หุ้นอินโดนีเซีย” (IDX) ปีนี้ดิ่งหนัก -40.18%!...หลัง “MSCI” ไม่ปลื้ม จ่อถอดออกจาก “ดัชนีหุ้นโลก” กด “กองหุ้นอินโดฯ” ติดลบเฉลี่ย -23.46%
Updated 1 day ago
News Highlight
GULF สานต่อภารกิจกองทุน 100 ลบ. ยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบเงิน 2 ลบ. ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตย
Updated 1 day ago
Follow Us