รัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อกระทบศก.ไทยเสียหาย 2.4 แสนล้าน

หอการค้าไทย ประเมินพิษรัสเซีย-ยูเครนตลอดปี’65 ฉุดจีดีพีเหลือ 2.7 % เสียหาย 2.44 แสนล้านบาท ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นฯเดือนก.พ. ร่วงเป็นเดือนที่2 ต่ำสุดรอบ5 เดือน


รศ.ดร.ธนวรรธน์  พลวิชัย  อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  เปิดเผยถึงผลกระทบข้อพิพาทรัสเซีย-ยูเครนที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ว่าผลกระทบทางตรงต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังพื้นที่พิพาทลดลง 70-90 % เนื่องจากกำลังซื้อหดตัวลงมา ขณะที่การขนส่งมีความยุ่งยากใช้เวลาและมีต้นทุนสูง นอกจากนี้รายได้จากนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มหายไป 80-100% เนื่องจากกำลังซื้อในพื้นที่หดตัวลงมาก การเดินทางมีความยุ่งยาก


ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบต้องจัดหาแทนจากพื้นที่อื่นๆเพิ่มขึ้น เช่นธุรกิจหาอาหารสัตว์ จะได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ  โดยสินค้าที่ไทยนำเข้ารัสเซียอันดับแรกๆ คือน้ำมันดิบ  ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช ขณะที่ยูเครนนำเข้าพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช  และเหล็ก


นอกจากนี้ผลกระทบทางอ้อมคือค่าเงินบาทผันผวน  อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบมีโอกาสแตะ120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น และทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนลดลง


อย่างไรก็ตามได้จัดทำสมมุติฐานกรณีผลกระทบรัสเซีย-ยูเครนไว้ 3 ระดับ คือ กรณีความขัดแย้งจบใน 3เดือนเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ 73,425 ล้านบาท  กรณีความขัดแย้งจบใน 6 เดือน มูลค่าความเสียหาย 146,850 ล้านบาท และกรณีความขัดแย้งยืดเยื้อตลอดปี 2565 มูลค่าความเสียหาย 244,750 ล้านบาท  




สำหรบผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ว่า  ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอน รวมถึงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกให้ช้าลงหรือชะลอตัวลง และอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต 


นอกจากนี้ การที่ระดับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและปัญหาราคาสินค้าแพง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 


ทั้งนี้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 28.5 มาอยู่ที่ 27.5 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำมากแสดงว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแย่มากในมุมมองของผู้บริโภค ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 52.5 มาอยู่ที่ระดับ 50.8 แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำมากเช่นเดียวกันและอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าปกติ (คือ 100) สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นอย่างมากเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในอนาคต


“ภาวะสงครามยืดเยื้อและบานปลาย  อาจส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นลดน้อยถดลงและระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากล่าสุดแตะระดับ 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากภาวะสงคราม"
Post Today

Most Viewed
Fun of Funds
“หุ้นไต้หวัน” มหาอำนาจ “ชิปโลก”... โอกาสลงทุนรับการเติบโตของ “AI Megatrend” เศรษฐกิจโตดี-หุ้นโตโดดเด่น” !!!
Updated 1 day ago
Banking
ทีทีบี ผนึกพันธมิตร DBS สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ยกระดับการบริหารความมั่งคั่ง
Updated 1 day ago
News Highlight
ONEE ท็อปฟอร์ม! โชว์ศักยภาพผ่านงาน Earnings Call ไตรมาส 2 ปี 2569 ทำรายได้รวม 2,259.36 ลบ. กำไรสุทธิ 67.88 ลบ.
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ก.ล.ต. ลงดาบ 18 ราย ร่วมสร้างราคาหุ้น META สั่งปรับ-ชดใช้รวมกว่า 172 ล้านบาท พร้อมห้ามเทรด-นั่งกรรมการสูงสุด 102 เดือน
Updated 14 hours ago
Stock of the Day
GULF เสริมพอร์ตสีเขียว เดินเครื่องโซลาร์ 135 MW จ่ายไฟ กฟผ. รับสัญญาซื้อขายยาว 25 ปี จ่อ COD เพิ่ม 4 โครงการ 235.6 MW ปลายปี 69
Updated 18 hours ago
Follow Us