ธปท.อุ้มลูกหนี้รายย่อย 2 หมื่นล้าน มัดหนี้ "บ้าน-บัตรรูด-จำนำรถ" ลดดอกเบี้ย

แบงก์ชาติ เปิดทางแบงก์ช่วยลูกหนี้รายย่อย 2 หมื่นล้าน ปลดล็อก “คนหนื้ท่วมตัว” ขอแบงก์มัดรวมหนี้ “บ้าน-บัตรเครดิต-พีโลน-จำนำรถ” ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งลดดอกเบี้ย ผ่อนค่างวด ยืดหนี้ อุ้ม”คนตกงาน-รายได้ตก” พร้อมสกัด NPL ให้แบงก์ ฝั่งลูกหนี้ดีทำใจรับสภาพ เผยช่วงโควิด “คลินิกแก้หนี้” รับลูกหนี้รายย่อย NPL เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ราว 1 หมื่นราย

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่ากาสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมด้วยวิธีการรวมหนี้ (debt consolidation) หรือมัดหนี้ ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2563-31 ธ.ค. 2564 ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อยากปรับโครงสร้างหนี้ที่มีหนี้ต่างๆอยู่ใน “สถาบันการเงินเดียวกัน” โดยใช้ประโยชน์จากสินเชื่อบ้านที่มีหลักประกัน สามารถมา “ค้ำประกัน” ให้กับสินเชื่อที่เป็นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งปัจจุบันมีลูกหนี้สินเชื่อบ้านที่มีสินเชื่อดังกล่าวพ่วงด้วย ยอดหนี้รวมประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท

ซึ่งธปท.คาดว่ากลุ่มลูกหนี้ดังกล่าวจะได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างหนี้แบบรวมหนี้ ทั้งยังคงสถานะเป็นลูกหนี้ปกติ และสามารถใช้ประโยชน์จากหลักประกันบ้าน มาช่วยลดภาระดอกเบี้ยของหนี้รายย่อยด้วย โดยธปท.เปิดทางให้มัดรวมหนี้ดังกล่าวเกินมูลค่าหลักประกันที่เป็นบ้านได้ ซึ่งการออกมาตรการรวมหนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์คนตกงาน หรือรายได้ลดลงเพิ่มขึ้น อีกทั้งในระยะ 1-2 เดือน ยังคงเห็นปัญหาการเลิกจ้างเกิดขึ้นอยู่ ดังนั้นจึงได้ให้สถาบันการเงินช่วยปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว และยังเป็นการช่วยลดปัญหาการเกิด NPL เพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินด้วย

สำหรับวิธีการปรับโครงสร้างหนี้แบบรวมหนี้ นางธัญญนิตย์กล่าวว่า ลูกหนี้จะต้องมีสินเชื่อบ้านเป็นตัวหลักและไม่เป็น NPL (ค้างชำระเกิน 3 เดือน) และมีหนี้รายย่อยตัวอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต พีโลน หนี้จำนำรถ ที่เป็น NPL หรือไม่เป็น NPL นั้น สามารถขอเอาหนี้รายย่อยเหล่านี้ไปปรับโครงสร้างหนี้ โดยพ่วงหลักประกันของบ้าน ซึ่งจะทำให้สามารถได้รับการพิจารณาจากเจ้าหนี้ในการลดดอกเบี้ย ผ่อนค่างวดลดลง และขยายระยะเวลาชำระหนี้ ภายใต้การพิจารณาอนุมัติของเจ้าหนี้สถาบันการเงินนั้นๆ ว่าเป็นลูกหนี้ที่เดือดร้อน มีรายได้ในการผ่อนชำระน้อยลง และธนาคารเห็นสัญญาณการผ่อนชำระที่ลดลงหรือเริ่มชำระไม่ไหวแล้ว ซึ่งการช่วยมัดรวมหนี้รายย่อยกับสินเชื่อบ้าน จะทำให้ลูกหนี้มีภาระจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำลง ทั้งนี้ปัจจุบันดอกเบี้ยผิดนัดชำระของบัตรเครดิตอยู่ที่ 16% พีโลน 24% และจำนำรถ 25%

“เจ้าหนี้แบงก์จะเป็นคนพิจารณาลูกหนี้ที่สามารถมัดรวมหนี้เอง เพราะรู้สถานะลูกหนี้มากกว่าใครจากประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมา ปกติแบงก์จะมีจัดกลุ่มลูกหนี้ปกติ เป็นกลุ่มสีเขียว ลูกหนี้เริ่มมีปัญหาเป็นกลุ่มสีเหลือง และลูกหนี้ใกล้เป็น NPL สีแดง ส่วนวิธีการปรับโครงสร้างหนี้แบบไหนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ เจรจาลูกหนี้ว่ามีความสามารถชำระอย่างไร รวมทั้งลูกหนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าปรับให้สถาบันการเงินด้วย และหากวันใดมีรายได้มาขอปิดก่อน ลูกหนี้ก็แสดงความจำนงได้" นางธัญญนิตย์กล่าว

ธปท.ได้ยกตัวอย่างการปรับโครงสร้างหนี้แบบมัดรวมหนี้ว่า ลูกหนี้สินเชื่อบ้าน ได้มีการผ่อนจ่ายบ้านไประยะเวลาหนึ่ง ทำให้มีส่วนต่างของหลักประกันกับสินเชื่อบ้านอยู่ ทำให้สามารถใช้เป็นหลักประกันให้กับสินเชี่อรายย่อยอื่นๆ ที่ติดค้างอยู่ มารวมกับสินเชื่อบ้าน พร้อมปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงจากที่จ่ายดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ก็มาเป็นดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบันราว 6-8%) และผ่อนค่างวดน้อยลง หรือยืดระยะเวลายาวขึ้น ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว จะช่วยรองรับให้ทั้งธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ที่อยู่ในเครือเดียวกัน ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อจำนวนถึง 23 แห่ง

“มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมแบบมัดรวมหนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ที่ออกมา อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ออกมา 2 ระยะ มีบางตัวที่ครบกำหนดสิ้นต.ค.2563 นี้ ดังนั้น จึงให้เจ้าหนี้เป็นผู้ออกมาตรการดูแลลูกหนี้เหล่านี้ต่อไปเอง" นางธัญญนิตย์

พร้อมกันนี้ธปท. ยอมรับว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ออกมาเพิ่มเติมนั้น จะทำให้เกิดข้อเสียคือ เกิดภาวะเสียวินัยทางการเงิน เพราะช่วยลูกหนี้ที่เดือดร้อน ไม่เป็น NPL, ลูกหนี้ดีไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามธปท.เห็นว่า ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน จำเป็นต้องออกมาตรการมาดูแลลูกหนี้เฉพาะกลุ่ม

สำหรับลูกหนี้ที่มีหนี้ข้ามแบงก์ นางธัญญนิตย์แนะนำว่า สามารถเข้าโครงการนี้ได้ โดยจะต้องมีการรีไฟแนนซ์สินเชื่อรายย่อยอื่นๆเข้ามาแบงก์ที่มีสินเชื่อบ้านอยู่เป็นหลัก

นางธัญญนิตย์กล่าวถึงปัญหา NPL (ค้างชำระเกิน 3 เดือน) ของสินเชื่อรายย่อยว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากธนาคารพาณิชย์ พยายามเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL สามารถขอเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ ซึ่งช่วงหลังเกิดโควิดมีลูกหนี้เข้าโครงการจำนวน 1 หมื่นราย มากกว่าช่วงก่อนโควิดที่มีเพียง 3-4 พันราย