ธปท.ตั้ง “DR BIZ” อุ้ม SME สกัด NPL แก้หนี้เบ็ดเสร็จรับลูกมาตรการฯ หมดต.ค.

ธปท.เปิด ”โครงการ DR BIZ” รับช่วงต่อแก้หนี้ ”เอสเอ็มอี” ที่มีเจ้าหนี้หลายราย 50-500 ล้านบาท หลังมาตรการพักหนี้หมดเดือน ต.ค. นี้ มั่นใจสูตรปรับโครงสร้างหนี้เบ็ดเสร็จ จะช่วยพื้น SME ปรับโครงสร้างธุรกิจรับโลกหลังโควิด พร้อมเปิดดำเนินการตั้งแต่ 1 ก.ย.63 เป็นต้นไปจนถึงสิ้นปีหน้า คาดมีลูกหนี้กว่า 1 พันรายเข้าร่วมโครงการนี้ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ได้ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เปิด”โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้สถาบันการเงินหลายราย ให้ได้รับการบรรเทาภาระหนี้และมีกลไกการจัดการหนี้กับเจ้าหนี้ทุกแห่งได้อย่างบูรณาการ ซึ่งจะช่วยลดเวลาดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้รวดเร็วขึ้น โดยโครงการนี้จะออกมารับช่วงต่อในการดูแลลูกหนี้ธุรกิจที่อยู่ในมาตรการพักชำระหนี้ในปัจจุบัน ที่จะหมดอายุในวันที่ 22 ต.ค. 2563

โดยช่วงแรก จะเปิดรับลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายรายวงเงินรวม 50-500 ล้านบาท มีจำนวนประมาณ 8,400 ราย ยอดหนี้รวม 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีลูกหนี้กลุ่มนี้เข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 1 พันราย โดยกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ คือ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว และกลุ่มพาณิชย์ นอกจากนี้ เจ้าหนี้สถาบันการเงิน สามารถนำแนวทางปรับโครงสร้างนี้ ใช้กับลูกหนี้รายใหญ่ได้เช่นกัน

“การเปิดโครงการ DR BIZ เป็นการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ เพราะการแก้ปัญหาหนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยการให้หนี้ใหม่เพิ่มเพื่อเสริมสภาพคล่องเท่านั้น แต่วิถีการปรับโครงสร้างหนี้จะต้องให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างทางธุรกิจของลูกหนี้ด้วย เพื่อให้เขามีวิถีการทำธุรกิจใหม่สอดรับกับโลกหลังโควิด ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มขึ้นมาก“ นายวิรไทกล่าว

สำหรับลูกหนี้ที่เข้าโครงการ DR BIZ จะยังคงสถานะเป็นลูกหนี้ปกติเหมือนตอนเข้ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธปท. และโครงการนี้จะช่วยให้เจ้าหนี้หลายรายร่วมกันทำงานและมีกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อตกลงทางการเงิน ผ่านการโหวตของกลุ่มเจ้าหนี้ด้วยสัดส่วนเสียง ”ขั้นต่ำ” ที่เห็นด้วยให้ปรับโครงสร้างหนี้แก่ลูกหนี้ ภายใต้การนำของเจ้าหนี้รายใหญ่ รวมไปถึงเรื่องการเจราจาเฉลี่ยกระแสเงินสดที่ได้ของลูกหนี้ เพื่อนำมาชำระหนี้ตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ด้วย

“ปัจจุบันสถาบันการเงินมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ เราจึงได้ออกโครงการนี้มา เพื่อให้มีกลไกรองรับต่อเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือของธปท. ที่กำลังจะหมดลง ซึ่งเราไม่ต้องการแก้ปัญหาด้วยการให้เลื่อนการชำระหนี้ออกไปเรื่อยๆ เพราะจะมีผลเสียต่อระบบการเงินในระยะยาวได้”นายวิรไทกล่าว

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า โครงการ DR BIZ จะเปิดให้ลูกหนี้เข้าโครงการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2563 เป็นต้นไป จนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งคุณสมบัติจะต้องเป็นลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้ตั้งแต่ 2 รายขึ้น ไป วงเงินรวม 50-500 ล้านบาท จะต้องเป็นลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ หรือเป็นหนี้เสียขั้น NPL (ค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป) กับธนาคารบางแห่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด-19 อีกทั้งจะต้องไม่ถูกฟ้องคดี ยกเว้นเจ้าหนี้ถอนฟ้อง

ส่วนแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะประกอบด้วย 1. การแก้ไขหนี้เดิม ตั้งแต่การลดค่างวด ขยายเวลาชำระหนี้และ/หรือปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมตามศักยภาพของลูกหนี้ มีระยะเวลาปลอดหนี้ และการผ่อนชำระหนี้ที่เหมาะสม และทบทวนการให้ใช้วงเงินที่เหลือของลูกหนี้ 2. การให้สินเชื่อใหม่ ทางเจ้าหนี้ร่วมจะพิจารณาให้สำหรับลูกหนี้ที่มีประวัติดีและมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งระยะเวลาการพิจารณาแผนปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 1 เดือน หลังได้รับข้อมูลและเอกสารจากลูกหนี้ครบถ้วน โดยลูกหนี้ที่เข้าโครงการนี้จะยังคงเป็นลูกหนี้สถานะปกติต่อไป

“โครงการ DR BIZ เป็นกลไกรวมศูนย์การเจรจาให้เร็วขึ้น และมีกรอบแนวทางที่จะทำให้เจ้าหนี้หลายราย ทำงานเชิงรุก และเป็น pre-emptive กับลูกหนี้ที่มีศักยภาพแต่ได้รับผลกระทบจากโควิดธนาคารเจ้าหนี้ อาจติดต่อลูกหนี้โดยตรงได้ โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาดูแลการไกล่เกลี่ยเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ในกรณีหาข้อยุติไม่ได้ เพื่อให้การปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์” นายรณดล กล่าว

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า โครงการ DR BIZ จะมุ่งแก้ปัญหาลูกหนี้ภาคธุรกิจเฉพาะกลุ่มเฉพาะราย เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและมีมาตรฐานเดียวกัน โดยลูกหนี้สามารถติดต่อเจ้าหนี้รายใหญ่ หลังจากนั้นเจ้าหนี้รายใหญ่สามารถติดต่อประสานงานกับเจ้าหนี้รายอื่นตามที่ลูกหนี้ให้ข้อมูลมา ซึ่งจะทำให้กลุ่มเจ้าหนี้สามารถดำเนินการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และลดความซ้ำซ้อนโดยลูกหนี้ไม่ต้องมาคอยส่งเอกสารให้เจ้าหนี้หลายแห่ง

“เจ้าหนี้หลายรายจะได้มีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง และหาแนวทางการเจรจาปรับโครงสร้าง การยืดพักชำระหนี้ การหาผู้ร่วมทุน ไปจนถึงการให้สินเชื่อใหม่เพิ่ม และมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน ก็จะทำให้สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ ช่วยประคองลุกหนี้ให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการของสถาบันการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น “นายผยงกล่า