ออมหุ้น NER มีกำไรสองแสน!!

ผ่านไปแล้วกับการประกาศงบไตรมาส 1/64 หลายธุรกิจกำไรกลับมาฟื้นตัวได้ดี แต่ต้องติดตามไตรมาสต่อไปว่าจะสามารถรักษาการเติบโตได้ดีหรือไม่ เพราะสถานการณ์ Covid-19 ยังคงรุนแรง มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในระดับ 2 พันคนต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐต้องใช้มาตรการคุมเข้ม ซึ่งส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจบางส่วน


อย่างไรก็ตาม ยังคงมีธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบตั้งแต่การระบาดรอบแรกมาจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือธุรกิจยางพารา แต่กลับได้รับผลบวกจากความต้องการใช้ยางพาราในการผลิตธุรกิจถุงมือยางมากขึ้น ทำให้ราคายางพาราพุ่งสูง นับเป็นผลดีต่อกำไรของบริษัทโดยตรง โดยธุรกิจยางพาราที่จะพูดถึงกันวันนี้ คือ NER หรือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดประกาศกำไรไตรมาส 1/64 ที่ 366.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 306.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 511.96% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 59.89 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 0.227 บาทต่อหุ้น จากการเติบโตแบบก้าวกระโดดทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหากออมหุ้น NER ปัจจุบันพอร์ตจะเป็นอย่างไร







จากข้อมูลของ SETSMART พบว่า หากเรา DCA หุ้น NER ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 54,675.00 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 2.74 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 352,653.75 บาท ได้กำไร 202,703.64  บาท หรือเพิ่มขึ้น 135.18% และได้รับเงินปันผล 18,050.19 บาท



ปรับเป้าขายยาวพาราใหม่เป็น
440,000 ตัน

ส่วนเป้าหมายการเติบโตในอีก 9 เดือน นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER กล่าวว่า บริษัทมีการปรับเป้าหมายปริมาณการขายยางพาราใหม่ เป็น 440,000 ตัน จากเดิมที่ 410,000 ตัน เนื่องจากบริษัทมีความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้น ที่สามารถรองรับยอดขาย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าจากสิงคโปร์และอินเดีย  นอกจากนี้บริษัทคาดการณ์ว่าจะเห็นภาพรวมความต้องการใช้ยางพาราทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2565 จากการที่ทั่วโลกสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซพิษไอเสียรถยนต์สู่อากาศนั้น ทำให้ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด และรถยนต์พลังงานเซลส์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนทั่วโลกมียอดขายที่เพิ่มขึ้น


นอกจากนี้ในปลายปี 2564 บริษัทมีแผนจะขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 50,000 ตัน จาก 460,000 ตัน เป็น 510,000 ตัน โดยจะลงทุนซื้อเครื่องจักรประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อรองรับลูกค้าทั้งรายใหม่และรายเก่าที่ต้องการออเดอร์ที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับสัดส่วนรายได้ปี 2564 ทางบริษัทยังวางนโยบายการจำหน่ายสินค้าในประเทศและต่างประเทศเป็น 60 : 40 ซึ่งในสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศแบ่งเป็น จีน 70% , ญี่ปุ่น 20% และอื่นๆอีก 10%  เช่นสิงคโปร์ อินเดีย บังคลาเทศ เป็นต้น โดยมองว่าเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมของลูกค้าในประเทศที่มีการเพิ่มกำลังการผลิตจากการย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนย้ายมาตั้งโรงงานอยู่ที่ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น  และลูกค้าต่างประเทศที่มีความต้องการใช้ยางธรรมชาติอยู่ แต่ปริมาณของผู้ส่งออกยางธรรมชาติในประเทศไทยมีปริมาณลดลง 

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้