Official Update :

คัด 4 หุ้นเด่นโรงพยาบาลน่าสอย! เมื่อสายพันธุ์ “โอไมครอน” ฉุดตลาดหุ้นทั่วโลก

COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ (โอไมครอน) กำลังเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจาก มีการกลายพันธุ์จำนวนหนึ่งซึ่งอาจช่วยให้มันแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว หรือกระทั่งสามารถหลบหลีกแอนติบอดี้ที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อก่อนหน้านี้ หรือจากการฉีดวัคซีน ซึ่งหากมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีผลกระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง


และล่าสุดประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศ 8 ประเทศเสี่ยงในแอฟริกาห้ามเดินทางเข้าประเทศไทย แล้ว ประกอบด้วย รัฐบอตสวานา, ราชอาณาจักรเอสวาตินี ราชอาณาจักรเลโซโท รัฐมาลาวี รัฐโมซัมบิก รัฐนามิเบีย รัฐแอฟริกาใต้ รัฐ ซิมบับเว


ดังนั้นการระบาดของ “โอไมครอน” ถือเป็น Sentiment เชิงลบในแวดวงตลาดทุน  และภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีหุ้นที่อาจจะได้รับ Sentiment เชิงบวกอีกด้วย ซึ่งทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากนักลงทุนแล้ว


สะท้อนจากมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาเปิดเผยว่า SET INDEX สัปดาห์นี้ยังเสี่ยงจะปรับตัวลงต่อจากปัจจัยความกังวล COVID-19 ประเมินแนวรับสัปดาห์นี้ที่ 1590 และแนวรับระยะกลางที่ 1530 เชิงกลยุทธ์การลงทุน การ Trading ระยะสั้นแนะหุ้นได้ประโยชน์จาก COVID-19 อาทิ โรงพยาบาล (BCH CHG) ถุงมือยาง (STA STGT)


ส่วนจังหวะปรับฐานมองเป็นโอกาสทยอยสะสม Domestic Play อย่างค้าปลีก (BJC CRC CPALL DOHOME GLOBAL HMPRO) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANKSCB) ปั๊มน้ำมัน (PTG) โรงภาพยนตร์ (MAJOR) รถไฟฟ้า (BTS BEM)


โดย BCH (อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการ) แม้อยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำและประมาณการ  แต่ระยะสั้นเชื่อว่าจะได้จิตวิทยาเชิงบวกจากการระบาด COVID-19 สายพันธุ์ใหม่อย่างโอไมครอน ซึ่งในช่วงที่ประเทศไทยเกิดการระบาด บริษัทถือเป็นผู้ได้ประโยชน์ จึงสามารถ Trading ได้


ขณะที่ CHG แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 3.9 บาท ระยะสั้นเชื่อว่าจะได้จิตวิทยาเชิงบวกจากการระบาด COVID-19 สายพันธุ์ใหม่อย่างโอไมครอน ขณะที่ช่วงเกิดการระบาดรอบ DELTA บริษัทเป็นผู้ได้ประโยชน์ มองว่าระยะสั้นสามารถ Trading ได้



เป็นบวกต่อ
4 หุ้นโรงพยาบาล

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การระบาดของ COVID-19 ของ สายพันธุ์โฮไมครอน (Omicron) เป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากการให้บริการ COVID-19 สูงอย่าง IMH EKH BCH และCHG  แต่จะเป็น sentiment ลบต่อ โรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงอย่าง BH และ BDMS ซึ่งคาดหวังผลบวกจากการเปิดประเทศ 


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ได้มีการค้นพบการติดเชื้อไวรัสสาย พันธุ์ดังกล่าวในประเทศไทย แต่ก็เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ขณะที่ทางโรงพยาบาล ให้ความเห็นว่าในช่วงไตรมาส 4/64 ซึ่งเริ่มเปิดประเทศ ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ก็มีโอกาสที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แม้สายพันธุ์ใหม่จะยังไม่เข้ามา


ดังนั้นให้น้ำหนักการลงทุน "เท่ากับตลาด"ด้วยผลประกอบการหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่มองว่าผ่านจุดพีคในไตรมาส 3/64 ไปแล้ว และจะเริ่มเติบโตในอัตราที่ลดลง และส่วนใหญ่ผลประกอบการจะชะลอตัวในปี 2565 อย่างไรก็ตาม ประเด็นการระบาดของสายพันธุ์ใหม่


กรณีเลวร้ายหากระบาดเข้ามาในประเทศไทยอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการแตกต่างจากที่คาดไว้ จึงแนะนำ "ซื้อ" หุ้นที่มี sentiment เป็นบวกต่อประเต็นข่าวดังกล่าว และราคาหุ้นปรับลงหลังประกาศงบไตรมาส 3/64 เนื่องจากตลาดมองว่าผ่านจุดพีคไปแล้ว ได้แก่ IMH (ราคาเป้าหมาย 19.20 บาท) EKH (ราคาเป้าหมาย 9.60 บาท) และ BCH (ราคาเป้าหมาย 31.20 บาท)



BCH คาดจะได้ประโยชน์

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า BCH คาดจะได้ประโยชน์ หลังมีโอไมครอน จากเดิมที่คาดว่ากำไรปี 65 จะชะลอลง เพราะสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง กลายเป็นสถานการณ์อาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นจาก โควิด-19 แอฟริกาที่กลายพันธุ์เป็น B1.1.1.529 ซึ่งติดง่ายกว่า และวัคซีนเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล ทำให้ความต้องการรักษากลับมามากขึ้น


ส่วนทิศทางไตรมาส 4/64 ดว่กำไรสุทธิจะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อ่อนลงจากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดีจะสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 เพราะรายได้คนไข้เงินสดเพิ่มขึ้น และมีรายได้จากฉีดวัคซีนโมเดอร์นาด้วย ให้ราคาพื้นฐาน 26 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF



ฟินันเซีย ไซรัส เตือน
ระวัง "โอไมครอน

ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ต้องระวัง "โอไมครอน" ซึ่งกลายพันธุ์ในแอฟริกาและมีความเป็นไปได้ที่วัคซีนที่มีในปัจจุบันอาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันลดลงโดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาคาดทราบภายใน 2 สัปดาห์ รวมถึงเริ่มเพิ่มพบผู้ติดเชื้อแล้วหลายประเทศในยุโรป หากลุกลามมายังเอเชียรวมถึงไทย เราประเมินว่ากลุ่ม Reopening อย่างค้าปลีก ร้านอาหาร ท่องเที่ยว จะถูกกันอีกครั้งส่วนกลุ่มที่จะกลับมา Outperform ได้แก่ การแพทย์ ส่งออก โลจิสติกส์ เรามองหุ้นที่ปลอดภัย ได้แก่ BCH CHG EKH MEGA KCE SMT TU XO SYNEX NSL JWD 



ชู
EKH หุ้นเด่น 

โดยหุ้นเด่น วันนี้ EKH โดย แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 9.40 บาท แนวโน้มไตรมาส 4/64 แม้จะอ่อนตัวจากไตรมาสก่อน ตาม COVID-19 ที่คลี่คลาย แต่คาดยังเติบโตโดดเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยเบื้องต้นคาดใกล้เคียงไตรมาส 2/64 หนุนกำไรทั้งปี 64 ที่คาดโต 289%จากปีก่อน มี Upside ราว 14% 


ทั้งนี้ประเมิน EKH จะเป็นหลุมหลบภัยที่ดีกรณีเกิดการระบาดระลอกใหม่หลังเชื้อสายพันธุ์ "โอไมครอน" เริ่มพบในยุโรป แต่หากควบคุมได้เราประเมินธุรกิจ IVF ของ EKH จะฟื้นตัวหนุนการเติบโตระยะถัดไป แนวรับ 7.80//7.60 บาท แนวต้าน 8-8.20//8.50 บาท



โนมูระฯ คัดหุ้นโรงพยาบาลน่าสะสม

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตลาดผันผวนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกต่อการแพร่ระบาดรอบใหม่ ระยะสั้นเน้นเก็งกำไรหุ้นที่ได้ประโยชน์จากความกังวล COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ คือ รพ (BCH, CHG. EKH), กลุ่มถุงมือยาง STGT (ต้องรับความเสี่ยงกรณีมีพัฒนาการบวกด้านวัคซีนต่อสายพันธุ์ OMICRON ได้), กลุ่มทำอาหารที่บ้าน (XO) กลุ่มอาหารสัตว์ (ASIAN) กลุ่ม WFH / กลุ่มที่กระทบน้อย (ADVANC, INTUCH, TRUE, JMART, JMT, COM7, DOHOME, HMPRO, SAPPE) โดย Top Picks คือ BCH, CHG


ทั้งนี้ให้ราคาเป้าหมาย BCH ที่ 33 บาท โดย Highlight สำคัญอยู่ที่เป้าหมายบริษัทปี 65 มองรายได้เพิ่มจากปี Precovid 63 ถึง 104% และน้อยกว่าปีพีค 64 เพียงเล็กน้อย เป็น Upside ต่อประมาณ จากปัจจุบันกำหนดกำไรปี 65 ที่ 1.7 พันล้านบาท (-56% y-y) จากปัจจัยผลักดัน ทั้งกลุ่มประกันสังคม (33% ของรายได้) ปริมาณ +23% และค่ารักษา +5% รวมถึงรายได้จากวัคซีนโควิค + Pent up demand ลูกค้าทั่วไป + โรงพยาบาลใหม่เริ่มเก็บเกี่ยว


โดยซื้อขาย Valuation ต่ำสุด ที่ PER22F 30 เท่า (จะลดลงกว่านี้ หากกำไรได้ตามเป้าหมายบริษัท) และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เกือบ -1SD ขณะที่ Catalyst ราคาหุ้นปรับตัวลงมาสะท้อนผ่านพีคไตรมาส 3/64 แล้ว แต่มุมมองตลาดบวกขึ้น หลัง เป้า 65 ยังเป็นระดับที่ดีกว่าตลาดคาดมาก + ระยะสั้นได้ Sentiment บวกจาก โควิดสาย พันธุ์ใหม่


ด้าน CHG ราคาเป้าหมาย 4.8 บาท โดยคาดกำไรไตรมาส 4/64 ที่ 800 ล้านบาท (+215%y-y, -49%q-q) โดยปัจจุบันแม้ยอดผู้ป่วย COVID รายใหม่ต่อวันลดลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าในไตรมาส 2/64 ที่มียอดผู้ป่วยใหม่เฉลี่ย 2,215 คนต่อวัน ทำให้ รพ.หลักของ CHG ยังมีการรักษาผู้ป่วย COVID เฉลี่ย 4,000 คนต่อวัน และจะเริ่มรับรู้รายได้บริการฉีดวัคซีนโมเดอร์น่าบางส่วน รวมทั้งคาดว่า Gross margin อยู่ที่ 45% ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 33.8% จากผลบวกของการบริหารต้นทุน ดูแลผู้ป่วย COVID ดีขึ้น คาดกำไรสุทธิปี 64 เติบโต 149% ที่ 2,180 ล้านบาท และปี 65 ที่ 1,556 ล้านบาท


ราคาหุ้นซื้อขายบน PER22F ที่ 27 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี -1SD และต่ำกว่าช่วง Pre-COVID ขณะที่ Catalyst ได้รับประโยชน์จาก COVID-19 หากเกิดการระบาดระลอกใหม่ โดยมีเตียงพร้อมรับมือผู้ป่วย (ปัจจุบันมีอัตราการครองเตียงผู้ป่วยรักษา COVID ที่ 50% และอัตราการครอง เตียง hospitel 40% จากทั้งหมด 8,000 เตียง)

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”