“Stagflation” ฝันร้าย “กองทุนไทย” ทำผลงานร่วง-ความมั่นใจนักลงทุนหมด... กด AUM 5 เดือนแรกวูบกว่า -5% ด้าน “18 บลจ.” โตลดลง !!!
สาระ Fund วันละนิด: ในวันที่บรรยากาศการลงทุนไม่สู้จะสดใสเท่าไรนัก มรสุมกำลังตั้งเค้ามาแต่ไกล ทั้ง ‘เงินเฟ้อสูง’ และ ‘เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว’ เข้าตำราฝรั่งที่เรียกว่า...“Stagflation” ไปเต็มๆ
เล่นเอา “อุตสาหกรรมกองทุน” (กองทุนรวม+กองทุนส่วนบุคคล+กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) นับเฉพาะบลจ.ที่มีธุรกิจกองทุนรวมซึ่งกำลังตั้งลำได้สวยฝ่าวิกฤติ COVID-19 ในปี21 ที่ผ่านมา ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทะยานแตะ 8.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น +5.81% นั้น
กลับสะดุดวูบลงไปเฉยๆ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี22 นี้ ทำ AUM วูบเหลือ 8.3 ล้านล้านบาท หดตัวไปกว่า -5% เรียยกว่า...โตลดลงกันถ้วนหน้ามีเพียง 5 บลจ. เท่านั้น ที่ยังโชว์ตัวเลขโตเป็นบวกสวนอุตสาหกรรม
ถือเป็นสถานการณ์ที่ยากสำหรับบลจ.ส่วนใหญ่ ในภาวะที่ “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุนกำลังถดถอยเช่นนี้
สถานการณ์ของ “กองทุนไทย” ในช่วง 5 เดือนแรกเป็นยังไง? ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย
“กองทุนรวม” ดิ่ง-ดึงภาพรวม ‘กองทุนไทย’ หดตัว -4.79%...28 บลจ.โตลดลง-“บลจ.ธนชาต” แชมป์ AUM หดตัวมากสุด -11.14%
ใครจะคิดว่า...5 เดือนแรกปี22 ที่ผ่านมา จะเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากของ “กองทุนไทย” ไปเช่นนี้ โดย AUM หดตัวลง -4.79% เล่นเอาบลจ.ต่างๆ โอดครวญไปตามๆ กัน ลำพังประคองตัวให้โตไม่ติดลบก็ไม่ง่ายแล้ว...
การหดตัวลงของ “กองทุนไทย” อาการหนักสุดใน “ธุรกิจกองทุนรวม” มี AUM 5.03 ล้านล้านบาท ลดลง -6.39% ในขณะที่ “ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล” และ “ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” มี AUM ลดลง -3.43% และ -0.22% ตามลำดับ (มี AUM 1.96 ล้านล้านบาท และ 1.30 ล้านล้านบาท ตามลำดับ: ข้อมูล ณ 30 เม.ย. 22)

“เมื่อกลุ่ม ‘กองทุนรวม’ ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ประมาณ 60.67% ในอุตสาหกรรมกองทุนไทย หดตัวลงแรงเช่นนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม...18 บลจ. คิดเป็น 78.26% จึงมีการเติบโตลดลงในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา และมีถึง 10 บลจ. ที่มีการหดตัวมากกว่าอุตสาหกรรมอีกด้วย ได้แก่ บลจ.พรินซิเพิล -5.16%, บลจ.วรรณ -5.57%, บลจ.กสิกรไทย -5.73%, บลจ.วี -5.76%, บลจ.กรุงไทย -6.60%, บลจ.อเบอร์ดีน (ปทท.) -7.99%, บลจ.ทหารไทย -8.57%, บลจ.ยูโอบี (ปทท.) -9.45%, บลจ.เอไอเอ (ปทท.) -10.57% และบลจ.ธนชาต -11.14%”
“ผลตอบแทนติดลบ” & “เงินไหลออกสุทธิ”...2 ปัจจัยหลักกด AUM ธุรกิจ “กองทุนรวม” ดิ่ง
ผลกระทบที่ส่งผลให้ธุรกิจ “กองทุนไทย” หดตัว หลักๆ มาจาก “ผลตอบแทนที่ลดลง” กันถ้วนหน้า จากภาวะตลาดการลงทุนที่ไม่เป็นใจเท่าไรนักในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วยเช่นกัน ทำให้มี “เงินลงทุนไหลออกสุทธิ”
ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก “บจ.มอร์นิ่งสตาร์รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ที่ระบุว่า อุตสาหกรรม “กองทุนรวมไทย” (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พ.ค. 22) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.9 ล้านล้านบาท ลดลง -8.1% จากสิ้นปีที่แล้ว (เฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวมกองทุนปิด, ETF, REIT, Infra fund) หรือหดตัวลง -4.1% จากไตรมาสแรกของปี อันเนื่องมาจากเม็ดเงินที่ยังไหลออกต่อเนื่อง และผลตอบแทนในหลายกลุ่มกองทุนที่เฉลี่ย ‘ติดลบ’

“มูลค่าเงินไหลออกสุทธิเดือนพฤษภาคมรวมอยู่ที่ 5.6 หมื่นล้านบาท โดยรวมในปีนี้มีเงินไหลออกสุทธิราว 1.6 แสนล้านบาท ในรอบเดือนพฤษภาคมกลุ่ม ‘กองทุนตราสารหนี้’ มีเงินไหลออกสูงสุดกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการไหลออกต่อเนื่องจากช่วงต้นปีซึ่งมีผลจากทิศทางดอกเบี้ย กดดันไปที่ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ติดลบ โดยรวมแล้วกองทุนตราสารหนี้มีเงินไหลออกสุทธิสะสมกว่า 1.9 แสนล้านบาท”
ในขณะที่ภาพของ ‘ตลาดหุ้นทั่วโลก’ ส่วนใหญ่ยังเป็นการปรับตัวลงท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย โดยหลายดัชนีตลาดหลักเช่น จีน สหรัฐ ยุโรป หรือหุ้นทั่วโลกยังคงติดลบสะสมระดับ -10% ในขณะที่ SET TR ยังเป็นบวกเล็กน้อย จากปัจจัยลบต่าง ๆ นี้เริ่มส่งผลต่อเม็ดเงิน ‘กองทุนตราสารทุน’ มากขึ้น โดยในเดือนที่ผ่านมามีเงินไหลออกสุทธิระดับ 1 พันล้านบาท
“บลจ.คิง ไว (เอเชีย)” แชมป์โตสุด 5 เดือนแรก +101.80%...ส่วน “บลจ.ไทยพาณิชย์” แชมป์ส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 19.31%
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ ในช่วง 5 เดือนแรก ก็ยังมี 5 บลจ. คิดเป็น 21.74% ที่ยังโตสวนอุตสาหกรรมหดตัวได้ ได้แก่ บลจ.คิง ไว (เอเชีย) +101.80%, บลจ.เอ็กซ์สปริง +27.55%, บลจ.แอสเซท พลัส +11.67%, บลจ.บางกอกแคปปิตอล +6.79% และบลจ.ทาลิส +4.43%

โดย บลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากสุด 5 อันดับแรกนั้น มีส่วนแบ่งรวมกันถึง 66.76% นำมาโดย
-
“บลจ.ไทยพาณิชย์” มีสินทรัพย์สุทธิ 60 ล้านล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด 19.31%
-
“บลจ.กสิกรไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 49 ล้านล้านบาท มีส่วนแบ่ง 17.93%
-
“บลจ.บัวหลวง” มีสินทรัพย์สุทธิ 86 ล้านล้านบาท มีส่วนแบ่ง 10.44%
-
“บลจ.กรุงไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 83 ล้านล้านบาท มีส่วนแบ่ง 10.00%
-
“บลจ.เอไอเอ (ปทท.)” มีสินทรัพย์สุทธิ 75 ล้านล้านบาท มีส่วนแบ่ง 9.08%
ทั้งหมดนี้คือภาพการเติบโตของ “กองทุนไทย” ในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ซึ่ง “ชะลอตัวลง” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของ “กองทุนรวม” และมองไปข้างหน้าในช่วงที่เหลือของปี “ปัจจัยเสี่ยง” ยังคงรออยู่เป็นมรสุมที่ท้าทาย ทั้ง “เงินเฟ้อสูง” ที่จะเป็นปัจจัยเร่งให้เห็น “การปรับดอกเบี้ย” ในปีนี้ที่เร็วและแรงได้ ซึ่งแน่นอนย่อมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไปตลอดจน “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุนด้วยเช่นกัน ดังนั้น อุตสาหกรรมกองทุนไทยในปีนี้นับว่าเป็นอีกปีที่เหนื่อยกันถ้วนหน้าแน่นอน
