“ของดี-ราคาถูก” มีอยู่จริง-คุ้มค่าลงทุนระยะยาว... “หุ้นจีน-หุ้นเวียดนาม” กำไรโตไม่ตก-พื้นฐานแกร่งไม่เปลี่ยน !!!
Fund Manager View: กลับมาอยู่ในเรดาร์การลงทุนอีกครั้งสำหรับ 2 ตลาดหุ้นดาวเด่นแห่งเอเชีย ทั้ง “จีน” และ “เวียดนาม”
โดย “หุ้นจีน” เองเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวมาตั้งแต่เดือนพ.ค.22 ที่ผ่านมา สวนทางกับตลาดหุ้นโลกที่ยังดำดิ่งทิ้งตัวอยู่ นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันดัชนี CSI300 ติดลบน้อยลงเหลือประมาณ -12% เท่านั้น
ในขณะที่ “หุ้นเวียดนาม” เอง ตั้งแต่ต้นปียังลบอยู่กว่า -20% แต่ทั้ง 2 ตลาดเริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นในเชิงบวกจากนักลงทุนทั่วโลก ด้วยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใดนั่นเอง เมื่อราคาปรับตัวลงมาเช่นนี้ ก็ถือว่าเหมือนได้ “ส่วนลด” โอกาสช้อปของดีในราคาถูกก็ไม่ปาน
ทั้ง 2 ตลาดน่าสนใจยังไง ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปเปิดมุมมองที่น่าสนใจไปพร้อมๆ กันได้เลย
“หุ้นจีน” ราคาลงต่ำกว่ามูลค่าน่าสนใจลงทุน....ชูกลุ่ม “หุ้น Health Care” เด่นสุด
“จีน” แม้ตัวเลขการเติบโตจะชะลอตัวไปบ้าง แต่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ2 ของโลก หากโตได้ในระดับ 4% กว่าก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว (ลองเทียบกับไทยดูก็แล้วกัน) ประกอบกับการคลายล็อกดาวน์ และปัจจัยเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกอปรกับมูลค่าของ “หุ้นจีน” ที่ยังคงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น จึงทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในตลาดที่ยังคงน่าสนใจลงทุนของโลกในปัจจุบัน
โดย “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ มองว่า บริษัทเล็งเห็นโอกาสการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นจีนรอบใหม่ ทั้งนี้ หากพิจารณาในเชิงของราคาหุ้นในตลาดหุ้นจีน ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าและถูกเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ เช่น สหรัฐ อินเดีย ซึ่งบริษัทมองว่า ตลาดหุ้นจีนมีโอกาสลงทุนอีกมาก Downside risk มีแนวโน้มจำกัด และในปัจจุบันตลาดได้รับรู้ประเด็นความเสี่ยงที่เคยกดดันการลงทุนมาแล้วพอสมควร เช่น ข้อขัดแย้งจีน-สหรัฐ กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของภาครัฐ รวมถึงการใช้นโยบาย Zero-covid ที่กระทบเศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นจึงมองว่าตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว โดยเริ่มเห็น Fund flow จากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อหุ้นจีนอีกครั้งในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ในช่วงที่รัฐบาลจีนได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการคลังและการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

(พจน์ หะริณสุต)
“โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘Health Care’ เพราะจีนมีตลาด Health Care ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตของกลุ่มนี้โดยเฉลี่ยราว 11% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มนี้มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนของภาครัฐในการเร่งพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ในประเทศ โดยมีวิกฤติ COVID-19 เป็นตัวเร่งสำคัญ”
หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น จากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดลงในปักกิ่งและเซี้ยงไฮ้ โดยรัฐบาลจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มในเขตเศรษฐกิจที่สำคัญให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง เป็นปัจจัยที่หนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวในระยะข้างหน้า ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศจีนที่ปรับตัวลง ได้เปิดโอกาสให้รัฐบาลจีนออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งนโยบายการคลังและการเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นจีน เนื่องจากมองว่า มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับโอกาสการได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
“หุ้นเวียดนาม” แนะทยอยเข้าลงทุนหวังผลระยะ 3 – 5 ปี...คุ้มค่าน่าลงทุน-เหตุพื้นฐานไม่เปลี่ยน
ด้าน “หุ้นเวียดนาม” เองก็ปรับตัวลงตั้งแต่เดือนเม.ย.22 หลังเจอรัฐบางเข้ามาดูแลการปั่นหุ้น จนทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงตั้งแต่ต้นปีกว่า -20% แล้ว
อย่างไรก็ตาม “ธิดาศิริ ศรีสมิต” Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน) บลจ.กสิกรไทย มองว่า พื้นฐานเศรษฐกิจเวียดนามยังคงแข็งแกร่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด ดังนั้นมองเป็นจังหวะในการทยอยเข้าลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะ 3 – 5 ปีข้างหน้าได้ ทั้งนี้เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจใน 5 มิติ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.เศรษฐกิจในประเทศเติบโตต่อเนื่องทั้งในระยะกลางและยาว 2.ระบบการเงินที่มีเสถียรภาพ 3.การสนับสนุนจากรัฐบาลในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4. ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานทำให้การบริโภคในประเทศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่สูง และ 5. การไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องจากการย้ายฐานการผลิต

(ธิดาศิริ ศรีสมิต)
“เศรษฐกิจเวียดนามคาดว่าจะเติบโตอยู่ในระดับสูง โดย Economists ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า GDP ปี2022 และ 2023 จะกลับมาเติบโต ในระดับ 6.5-7% และ 6.8% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตสูงสุดในกลุ่ม ASEAN Emerging Market (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์) นำโดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนที่สูงขึ้นใน GDP อย่างต่อเนื่อง และภาคบริการที่คาดว่าจะฟื้นตัวภายหลังผลกระทบจาก COVID-19 ได้ผ่านพ้นไป ในขณะเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และไม่เกินกรอบบนของธนาคารกลางเวียดนามที่ 4%”
ปัจจุบัน “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ซื้อขายระดับที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาค ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลงมากที่สุดในภูมิภาคในปี 2022 จาก ความกังวลข่าวที่ประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในประเทศถูกจับข้อหาปั่นหุ้นและปกปิดข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งรัฐบาลได้เข้ามาสอบสวน ประเด็นนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์และธนาคารพาณิชย์ เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าปัจจัยลบนี้จะเป็นระยะสั้นและผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดเทียนจะจำกัด ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงแข็งแกร่งผลักดันโดยภาคการส่งออกและการฟื้นตัวภาคบริการจาก Reopening
“โดยตลาดคาดการณ์การเติบโตกำไรต่อหุ้น (EPS growth) ปี 2022 ยังอยู่ในระดับสูงที่ +21.8% ประกอบกับ Valuation ที่ 11.9x PE22 ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นในระยะยาว”
ใครที่มองหาโอกาสการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะกลาง-ยาว รับความเสี่ยงได้สูง ทั้ง 2 ตลาดดาวเด่น “จีน-เวียดนาม” ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับอยู่ แต่ในระยะสั้นก็คงเลี่ยงความผันผวนจากมรสุมในตลาดโลกได้ยากเช่นเดียวกัน
