Official Update :

รู้หรือไม่?...“ประโยชน์ทางภาษี” ปุ๋ยชั้นดี เร่งขนาด “กองหุ้นไทย” โตทะลุ “หมื่นล้านบาท” !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่อง “กองหุ้นไทย” พิมพ์นิยมไซส์ใหญ่มีขนาดเกิน 10,000 ล้านบาท กัน ซึ่งต้องบอกว่า...“ไม่ธรรมดา” แน่นอน


ปัจจุบันมี “กองหุ้นหมื่นล้าน” อยู่ทั้งหมด 18 กอง ด้วยกัน แต่รู้หรือไม่?...มีถึง 9 กอง หรือกว่า 50% เป็นกลุ่ม “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (LTF) และกองทุนมี ขนาดใหญ่สุด ในอุตสาหกรรมด้วยขนาด 5.28 หมื่นล้านบาท อย่าง B-LTF” ก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน


นอกจากนี้ยังมี “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) อีก 4 กอง คิดเป็น 27.78% ทำให้ “กองหุ้นหมื่นล้าน” กว่า 72.22% นั้น เป็นกลุ่มของ “กองทุนประหยัดภาษี” เป็นหลัก (ทั้งอดีตอย่าง LTF และปัจจุบันอย่าง RMF)


ทั้ง 18 กองมาจากกลุ่มไหนกันบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย





“ประโยชน์ทางภาษี” ปุ๋ยชั้นดีเร่งขนาด “กองหุ้นไทย” โตทะลุ 10,000 ล้านบาท

ใน 18 “กองหุ้นไทยหมื่นล้าน” นั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” (ทั้งอดีตอย่าง LTF และปัจจุบันอย่าง RMF) ซึ่งสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า “ประโยชน์ทางภาษี” นั้น เป็นแรงจูงใจที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนใน “หุ้นไทย” ได้จริงอย่างปฏิเสธไม่ได้


“และในวันที่ประโยชน์ทางภาษีหายไป หรือเงื่อนไขการลงทุนไม่จูงใจ จึงมีผลต่อเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาลงทุนใน ‘หุ้นไทย ด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากทาง บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ที่ระบุว่า เม็ดเงินใหม่ที่ไหลเข้ากองหุ้นไทยปกติแทบไม่มีเลยตั้งแต่สิ้นสุด LTF ไป แต่ยังเห็นการไหลเข้ามาในกลุ่ม กองทุนประหยัดภาษี เป็นหลักนั่นเอง”


อย่างไรก็ตามยังมีอีก 5 กอง คิดเป็น 27.78% ที่เป็น “กองทุนปกติ” ไม่ได้มีประโยชน์ทางภาษีแต่ประการใด ประกอบด้วย “กองหุ้น” 4 กอง ได้แก่ TMB50, KFSDIV, AIA-ES50, SCBSET และ Conservative Allocation” อีก 1 กอง ได้แก่ SCBPLUS



B-LTF” แชมป์กองทุนไซส์ยักษ์...โชว์ขนาดใหญ่สุด 5.28 หมื่นล้านบาท

โดยกองหุ้นไทยที่มีขนาดเกิน 10,000 ล้านบาท นั้น ประกอบไปด้วย


-กองหุ้นทั่วไป: กลุ่มนี้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นไทยได้ทุกขนาดไม่มีจำกัด ไม่จำกัดสไตล์ และลงได้ทุกตลาดทั้ง SET และ mai เป็นกลุ่มที่มีมากสุดถึง 9 กอง และยังมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ1 ของอุตสาหกรรมด้วย ได้แก่ B-LTF ขนาด 5.2 หมื่นล้านบาท, BLTF75 ขนาด 2.9 หมื่นล้านบาท, SCBLT1 ขนาด 2.5 หมื่นล้านบาท,  K70LTF-C(L) 1.9 หมื่นล้านบาท


K20SLTF-C(L) 1.4 หมื่นล้านบาท, BERMF 1.3 หมื่นล้านบาท, CG-LTF 1.1 หมื่นล้านบาท, KEQRMF 1.1 หมื่นล้านบาท และ SCBSET 1.1 หมื่นล้านบาท





-กองหุ้นขนาดใหญ่
: เป็นกลุ่มที่เน้นลงทุนในหุ้นในดัชนี SET50 โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน มีทั้งหมด 5 กอง มากเป็นอันดับสอง ประกอบด้วย KFLTFDIV มีขนาด 2.7 หมื่นล้านบาท, KDLTF-C (L) 1.6 หมื่นล้านบาท, KFSDIV 1.2 หมื่นล้านบาท, AIA-ES50 1.2 หมื่นล้านบาท และ KEQLTF-C(L) 1.0 หมื่นล้านบาท


-กองดัชนี SET50: เป็นกองทุนรวมดัชนีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อัตราผลตอบแทนของกองทุนใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของดัชน SET50  มากที่สุด มี 1 กอง ได้แก่ TMB50 มีขนาด 1.3 หมื่นล้านบาท


-Aggressive Allocation: เป็นกลุ่มกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น และในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง เช่น หน่วย property/ REITS/ infrastructure/ private equity และ commodities โดยเฉลี่ยนในรอบปีบัญชี > 65%  ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งหลักๆ ก็จะเป็นหุ้นนั่นเอง มี 2 กอง ได้แก่ BFLRMF มีขนาด 2.3 หมื่นล้านบาท และ KFLRMF 1.4 หมื่นล้านบาท


-Conservative Allocation: เป็นกลุ่มกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น และในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง เช่น หน่วย property/ REITS/ infrastructure/ private equity และ commodities โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี < 35% ของ NAV มี 1 กอง ได้แก่ SCBPLUS มีขนาด 1.5 หมื่นล้านบาท


ทั้งหมดนี้ คือ “กองหุ้นไทยหมื่นล้าน” ทั้ง 18 กอง ใครถือกองทุนไหนกันไว้บ้าง อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง เพราะนี่ถือเป็นกองทุนพิมพ์นิยม-ไซส์ใหญ่ที่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนไทยเป็นอย่างดี

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’