ช้อป “กองหุ้น-ปันผล” เหมือนลงทุน ‘หุ้นห่านทองคำ’… ช่วงตลาดไม่ดี-ก็ยังมี “ปันผล” ให้อุ่นใจ !!!
Fun of Fund: สินทรัพย์ที่มีการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอผ่านรูปแบบการ “จ่ายเงินปันผล” นอกจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองรีทแล้ว “กองทุนรวมหุ้น-ปันผล” เองก็เป็นอีกหนึ่งทางที่นักลงทุนให้ความสนใจ
ปัจจุบัน “ตลาดหุ้นไทย” มีอัตราเงินปันผล 2.76% ซึ่งกลุ่ม “กองหุ้น-ปันผล” ปกติแล้วจะจ่ายปันผลได้สูงกว่าตลาดอยู่แล้ว นักลงทุนที่ชื่นชอบการมีกระแสเงินสดคืนกลับมาในระหว่างที่ลงทุนก็จะชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง
เพราะปัจจุบันบริบทของ “ดอกเบี้ยเงินฝาก” เองก็ยังคงต่ำเตี้ยติดดิน แม้แนวโน้มเงินเฟ้อสูงจะทำให้แบงก์ชาติอาจต้องขยับดอกเบี้ยขึ้นก็ตาม แต่ก็ใช่ว่า...“แบงก์” จะขยับดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นตามแต่ประการใด และท้ายที่สุดแม้จะปรับขึ้นก็ยังเป็นระดับที่ต่ำอยู่นั่นเอง
นี่จึงทำให้กลุ่ม “กองหุ้น-ปันผล” ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยเสมอมา เสมือนลงทุนใน “หุ้นห่านทองคำ” ก็ไม่ปาน
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จะรายงานถึงความเคลื่อนของผลการดำเนินงานกลุ่ม “กองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่” ที่มีนโยบายปันผล กันว่าจะเป็นเช่นไรตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
“กองหุ้น-ปันผล” คล้ายลงทุน “หุ้นห่านทองคำ”...ลงทุน “มีกำไร” ก็คืนเป็น “ปันผล” ให้กับผู้ลงทุน
สำหรับ “กองทุนรวมหุ้น-ปันผล” ที่ใกล้ตัวผู้ลงทุนที่สุดและสามารถลงทุนได้ง่ายก็จะเป็น “ตลาดหุ้นไทย” แต่ปัจจัยสำคัญของการจ่ายปันผลก็ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ “ไม่ใช่การการันตี” แต่ประการใด
“เพียงแต่โดยปกติแล้วกองทุนกลุ่มนี้ก็จะจะพยายาม ‘จ่ายปันผล’ ให้ได้ตามนโยบายเป็นสำคัญ เรียกว่า ถ้ามีผลกำไรจากการลงทุน (Capital Gain+ปันผล) ก็พร้อมจะจ่ายปันผลคืนให้กับนักลงทุน ยกเว้นในกรณีที่เกิดผลขาดทุนจากการลงทุนในงวดนั้นๆ ก็ ‘ไม่สามารถจะจ่ายปันผล’ ได้เช่นกัน (นักลงทุนต้องศึกษาดูเงื่อนไขปันผลของแต่ละกองทุนด้วยเช่นกัน)
กองทุนกลุ่มนี้ จึงมีบุคลิกคล้ายๆ กับ “หุ้นห่านทองคำ” นั่นเอง !!!

Top5 “กองหุ้นขนาดใหญ่-ปันผล” เดินหน้า ‘ปันผล’ ต่อเนื่อง...ด้าน “BKD” แชมป์ผลตอบแทนกลุ่ม ตั้งแต่ต้นปี +0.28%
โดยต้องยอมรับว่าผลการดำเนินงานส่วนใหญ่ของ “กองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่” ที่จ่ายปันผล ไม่สู้ดีนัก ซึ่งมีความเคลื่อนไหวในแดนลบเกือบทั้งหมด แต่ในแง่ของ “เงินปันผล” ที่จ่ายกันนั้นก็น่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี และนี่คือกองหุ้น-ปันผลที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรกตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน
เริ่มที่อันดับหนึ่งกองทุนเดียวที่มีผลการดำเนินงานเป็นบวก ก็คือ “กองทุนเปิดบัวแก้วปันผล” (BKD) ที่เน้นการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูง หรือมีปัจจัยพื้นฐานดี ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้ +0.28%
“ซึ่งในแง่นโยบายการจ่ายปันผลจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง ในอัตรา 95% จากกำไรสะสม หรือกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในงวดนั้น โดยจนถึงงวดผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 กองทุนได้จ่ายไปแล้วทั้งหมด 25 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 12.10 บาทต่อหน่วย”
ถัดมาเป็น “กองทุนเปิด วรรณ เซ็ท ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน” (ONE-SETHD) ที่จะพิจารณาเลือกลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET High Dividend 30 Total Return Index เป็นหลัก ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีติดลบ -0.23%
“สำหรับเกณฑ์การจ่ายปันผลจะพิจารณาการจ่ายไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้จ่ายมาแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง รวม 0.70 บาทต่อหน่วย”
ต่อมา “กองทุนเปิด แอล เอช แอคทีฟ หุ้นระยะยาว ชนิดจ่ายเงินปันผลและสิทธิประโยชน์ทางภาษี” (LHACTLTF-D) ที่จะลงทุนในหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยจะเลือกพิจารณาลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง (Growth Stock) ในระยะปานกลางถึงระยะยาวเป็นอันดับแรก ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีติดลบ -0.46%
“ซึ่งในส่วนของนโยบายการจ่ายปันผลของกองทุนจะจ่ายไม่เกินปีละ 12 ครั้ง โดยตั้งแต่จัดตั้งกองมาถึงงวดปี 65 ได้จ่ายมาแล้วทั้งสิ้น 9 ครั้งเป็นเงิน 1.13 บาทต่อหน่วย”
ถัดมาอีก 2 กองทุนที่เราได้หยิบยกขึ้นมาในครั้งนี้เป็นกองทุนที่มาจากบลจ.เดียวกันเป็นประกอบไปด้วย “กองทุนเปิด กรุงศรีหุ้นระยะยาวแอ็คทีฟ SET50 ปันผล” (KFLTFA50-D) ที่จะมุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบในการคำนวณดัชนี SET50 ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีติดลบ -0.53%
“พร้อมกับนโยบายจ่ายเงินปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรสะสมและไม่มีผลขาดทุนสะสมขึ้นในงวดปีบัญชีที่มีการจ่ายเงินปันผลนั้น ทำผล โดยที่ผ่านมาหรือตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาจนถึงงวดปี 65 กองทุนได้มีการจ่ายปันผลไปแล้วทั้งสิ้น 16 ครั้ง รวมเป็นจำนวนเงิน 8.58 บาทต่อหน่วย”
และสุดท้าย “กองทุนเปิด กรุงศรีเอ็นแฮนซ์เซ็ท 50-เพื่อการออม” (KFENS50SSF) ซึ่งเป็นกองที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET50 เช่นเดียวกัน ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีติดลบ -0.95%
“พร้อมกับนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้ง โดยพิจารณาจากเงินปันผลและดอกเบี้ยที่ได้รับหรือไม่เกิน 30% ของกำไรสะสมหรือกำไรสุทธิ ซึ่งได้มีการจ่ายมาแล้วทั้งสิ้น 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1.75 บาท”
“เงินปันผล” ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนคาดความหวังถึงผลตอบแทน นอกเหนือจากเรื่องของ “Capital Gain” แล้ว ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวบ่งชี้หรือปัจจัยสำคัญที่จะมีต่อเงินปันผลก็คือผลการดำเนินงานของกองทุนเป็นสำคัญ ซึ่งกลุ่ม “กองหุ้น-ปันผล” เองเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดในระหว่างทางที่ลงทุน ซึ่งช่วยให้ “อุ่นใจ” ได้บ้างในวันที่ตลาดไม่ไปไหนก็ยังมีปันผลออกมาให้ใช้ในระหว่างทางนั่นเอง
