Official Update :

ศก.มีแนวโน้มชะลอตัว ทำ 2 ตลาดหุ้น “อินเดีย-ยุโรป” น่าสนใจลดลง... ส่วน “หุ้นไทย” ราคามีอัพไซด์-สิ้นปีมีลุ้น 1,720 จุด !!!

Fund Manager View: “หุ้นอินเดีย” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิ.ย. 22) ติดลบไป -10.91% จากปีก่อนที่บวกได้ดีตลาดหนึ่งของโลก ในขณะที่ “หุ้นยุโรป” ตั้งแต่ต้นปีลบไป -15.73% ยังได้รับผลกระทบจากสงครามต่อเนื่อง


ตรงข้ามกับ “หุ้นไทย” เองที่ยังดูแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นปีมาติดลบไป -5.36% เท่านั้น ถือว่าดูดีกว่า 2 ตลาดแรกค่อนข้างมากเลยทีเดียว


เมื่อเห็นตลาดปรับตัวลงมาแรง หลายคนก็เริ่มสงสัยว่ามันน่าสนใจหรือยัง?


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญมาอัพเดทให้ฟังกัน



“หุ้นอินเดีย” เจอแรงกกดันทางศก.ทำความน่าสนใจลดลง...เลี่ยง “หุ้นยุโรป”-ชอบ “หุ้นจีน-หุ้นญี่ปุ่น” มากกว่า

“หุ้นอินเดีย” อีกหนึ่งมหาอำนาจของเอเชียที่กลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้งหลังจากเจ้าพ่อตลาดเกิดใหม่อย่าง “มาร์ค โมเบียซ” ออกมาให้มุมมองเชิงบวกว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจลงทุน


อย่างไรก็ตาม “นาวิน อินทรสมบัติ” Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ) บลจ.กสิกรไทย มองต่างออกไปว่า แม้ “หุ้นอินเดีย” จะดูโอเคแต่ยังคงมีมุมมอง “เป็นกลาง” (Neutral) ต่อตลาดแห่งนี้อยู่ จากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทั้งจากราคาพลังงานและอาหาร ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การปรับคาดการณ์ GDP ลง รวมถึงทำให้ทาง “ธนาคารกลางอินเดีย” (RBI) ต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในขณะที่เศรษฐกิจอินเดียเองเพิ่งเริ่มฟื้นตัว ในขณะที่ “หุ้นอินเดีย” ถือเป็นตลาดที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ แต่ก็ทำให้ความน่าสนใจลงทุนในระยะถัดไปลดลงเช่นกัน โดยเราชอบ “หุ้นจีน” มากกว่าโดยเฉพาะตลาด ‘A-Share’



(นาวิน อินทรสมบัติ)



“ส่วน หุ้นยุโรปเรามีมุมมอง เชิงลบ เพราะเศรษฐกิจยุโรปได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซีย จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นทำให้อัตราเงินเฟ้อในยุโรปทรงตัวในระดับสูงและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป ประกอบกับนโยบายการเงินการคลังที่เคยประคองการฟื้นตัวจะมีการปรับลดลงสู่ระดับสมดุลมากขึ้น จึงมองหุ้นยุโรปมีความน่าสนใจน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาอื่นๆ ซึ่งในกลุ่มนี้เราชอบ หุ้นญี่ปุ่น เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า”



“หุ้นไทย” ระดับปัจจุบันน่าสนใจมีอัพไซด์...มองเป้าสิ้นปีมีลุ้นแตะ 1,720 จุด

ด้าน “หุ้นไทย” เองปัจจุบันก็ลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 1,600 จุด อีกครั้ง แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ยังแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในโลก


โดย ยศกร ฟอลเล็ต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอ็กซ์สปริง มองว่า ตลาดหุ้นไทยในครึ่งหลังของปี 22 ตลาดคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะอยู่ที่ 97.05 บาทต่อหุ้น และในปัจจุบันส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาล (Earning Yield Gap) หรือ EYG อยู่ที่ประมาณ 2.85% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 2.64% โดยตามประมาณการของบริษัท คาดว่า SET Index น่าจะปรับตัวไปที่ระดับ 1,720 จุด ใกล้จุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยจะมี Forward P/E ที่ 17.72 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 19.12 เท่า อยู่เพียงเล็กน้อย เนื่องจากคาดว่า ดัชนี SET Index จะไม่ซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว ซึ่งกดดันจากปัจจัยเงินเฟ้อสูง



(ยศกร ฟอลเล็ต)



“เมื่อเทียบกับ SET Index ที่ปรับตัวลงมาในปัจจุบัน ถือว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจอยู่สูง โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับเงินทุนไหลเข้า (Funds Flow) จากต่างชาติที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันกว่า 109,387 ล้านบาท ก็สะท้อนว่าตลาดไทยยังน่าสนใจในมุมมองของต่างชาติ”



แนะเลือก “หุ้นไทยเล่นรายตัว”...โฟกัสกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก “เงินเฟ้อสูง-การขึ้นดอกเบี้ย”

ในแง่ “กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นไทย” ที่สภาวะตลาดในภาพรวมยังมีปัจจัยกดดันจากอัตราเงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้น และปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกอยู่นั้น การลงทุนจึงควรเป็นการเลือกลงทุนเป็นรายตัวหรือรายกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่า เช่น ในเลือกลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีปัจจัยบวกที่เป็น “systemic risk อยู่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากอัตราเงินเฟ้อ กลุ่มที่ได้รับผลประโชน์จากการแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงกลุ่มที่ได้รับปัจจัยเสริมจากการเปิดประเทศที่ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมเพิ่มขึ้นมาทดแทนกำไรที่จะถูกกดดันจากต้นทุนและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น


“สำหรับการเลือกลงทุนในรายบริษัทจะมีปัจจัยเฉพาะตัวของบริษัทซึ่งเป็น ‘non-systemic risk’ เช่น การควบคุมค่าใช้จ่ายหรือการบริหารต้นทุนได้ดีเป็นพิเศษในสภาวะเงินเฟ้อ การมีโครงการใหม่ การขยายตลาดใหม่ หรือ การมี s-curve ใหม่ของบริษัทที่จะรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ และจะมีกำไรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นก็ตาม เชื่อว่าการเลือกลงทุนในบริษัทที่เข้าข่ายตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีแนวโน้มที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มในอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดได้”


ใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในช่วงที่ “ตลาดหุ้น” ปรับฐานกันจากแรงกดดัน “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อยู่นั้น ก็น่าจะพอได้ไอเดียดีๆ ไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

โต๊ะกองทุน Wealthythai