“กองหุ้นสหรัฐ” แดงยกกระดาน-หลังหุ้นดิ่งรับข่าวร้าย ‘ศก.ถดถอย’ ปีหน้า... แนะนักลงทุนที่สนใจ ‘ไม่ต้องรีบ’ !!!
Fun of Funds: หากพูดถึงภาพการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ลิสต์ตลาดอันดับแรกที่นักลงทุนจะต้องนึกถึงคงไม่พ้น “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกและยังเป็นตลาดที่มีความหลากทางธุรกิจให้แสวงหาโอกาส
แต่ภาวะตลาดในปัจจุบันก็มีนักลงทุนไม่น้อยเกิดความกังวลขึ้น ด้วยแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเบาบางลงและนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
ทำเอา “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ดิ่งรับข่าวร้ายทั้งเศรษฐกิจ ‘ชะลอตัว’ ไปจนถึงโอกาสเกิด ‘เศรษฐกิจถดถอย’ (Recession) แม้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะ “ดีดตัวเด้งกลับ” มาบ้างก็ตาม
แต่นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี “S&P500” ก็ร่วงไปแล้วกว่า -20% ดัชนี “Nasdaq” เองหนักกว่าลบไปกว่า -30% ทำเอา “กองหุ้นสหรัฐ” แดงยกกระดานตั้งแต่ -12% ถึง -52%
ดังนั้น ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จะขอโอกาสพาผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจไปหาคำตอบกันว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” จะยังคงลงทุนได้ต่อหรือไม่ ด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ชี้ “เงินเฟ้อสูง”...ยังเป็นปัญหาหลักกดดัน ‘ศก.สหรัฐ’ ในปัจจุบัน
“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” น่าจะกลายร่างเข้าสู่ภาวะ “ตลาดหมี” (Bear Market) ไปเรียบร้อยแล้ว แม้ตลาดเริ่มมีความหวังต่อการคุมเงินเฟ้อของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) ว่าน่าจะเริ่มเห็นผลในไม่ช้าและความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงต่อเนื่องอาจจะบรรเทาเบาลงได้ นั่นทำให้ตลาดดีดกลับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ก็ได้ให้มุมมองว่า สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังต้องเผชิญกับตัวเลข “เงินเฟ้อ” เป็นปัญหาหลักของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะจากตลาดแรงงานที่อัตราค่าจ้างเติบโตขึ้นเยอะจากภาวะที่ตลาดแรงงานเริ่มอิ่มตัว, ปัญหาเงินเฟ้อจากพลังงานและเงินเฟ้อจากอาหาร
.jpg)
(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)
“อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูง ก็คือสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เป็นตัวกระตุ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจากเดิมราคาดังกล่าวก็มีการปรับขึ้นมาในระดับจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากที่ผ่านพ้นการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่หลังจากที่เผชิญกับปัจจัยด้านสงครามและการแซงค์ชั่น จึงทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น”
คาด “เงินเฟ้อสหรัฐ” แนวโน้มชะลอตัวลง...แต่ “กำไรบจ.” ปีนี้ก็อ่อนตัวลงเช่นกัน
แต่อย่างไรดีตามไทม์ไลน์ก็คาดว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มที่ซอฟท์ลง หลังจากที่ขึ้นมาเป็นระยะเวลา 1 ปี ด้วยปัจจัยอย่างราคาน้ำมันดิบที่แนวโน้มไม่มีการปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และตัวนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะเป็นตัวช่วยลดความร้อนแรงของการบริโภคค่อยๆ ให้ลดต่ำลง
“ซึ่งในแง่ของธุรกิจก็อาจได้รับแรงกดดัน จากการแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นซึ่งการผลักภาระทางการผลิตไปยังผู้บริโภคก็ทำได้ยาก ทำให้ต่อจากนี้มาร์จิ้นของบริษัทสหรัฐฯ ได้รับแรงกดดันมากขึ้นและส่งผลให้กำไรสุทธิในปีนี้อ่อนตัวลง”
คาดศก.สหรัฐจะ “ถดถอย” ในปีหน้า...แนะนักลงทุนที่สนใจ “ไม่ต้องรีบร้อน”
ด้วยภาพรวมต่างๆ ก็ทำให้ในปี 66 เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะ “ถดถอยลง” จากปี 65 ที่อยู่ใน “ภาวะชะลอตัว” ซึ่งการถดถอยในในครั้งนี้สามารถรออกมาได้ทั้งรูปแบบอ่อนหรือแก่ๆ แต่ก็จะต้องจับตาดูท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ และรัฐบาลว่าจะบริหารจัดการให้เป็นอย่างนุ่มนวลที่สุด (ซอฟท์แลนดิ้ง) ได้มากน้อยเพียงไหน
“สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นก็จะแตกต่างออกไปเนื่องจากราคาหุ้นได้สะท้อนการรับรู้ข่าวต่างๆ ไปหมดแล้ว แต่หากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ และไบเดน มีมาตรการใหม่ออกมาให้เงินเฟ้อตัวลงได้แรงหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็อาจทำให้เซนติเม้นท์ของตลาดดีขึ้นได้ เพราะตลาดในปัจจุบันปรับตัวลงมาถึง 20% ซึ่งถ้าเป็นหุ้นกลุ่มเติบโตก็ปรับลงค่อนข้างแรงกว่า 40-50%”
ซึ่งในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมานักลงทุนที่สนใจการลงทุนใน “ตลาดสหรัฐ” ก็อาจจะไม่ต้องรีบร้อน เนื่องจากยังเป็นช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีปฏิกิริยาที่ค่อนข้างรุนแรงในเรื่องของตัวเลขดอกเบี้ย แต่หากเป็นนักลงทุนที่มองข้ามภาพดังกล่าวได้ก็อาจจะลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA)
ชู 3 กลุ่มหุ้นสหรัฐน่าสนใจ...“เฮลธ์แคร์-เทคโนโลยี-โกลบอล แอคทีวีตี้”
“โดยกลุ่มที่น่าสนใจหรือให้คำแนะนำต้องเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรดังกล่าวมากนัก อย่าง ‘กลุ่มเฮลธ์แคร์’ ที่รายได้และกำไรสุทธิมีความเสถียรภาพและสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ ขณะเดียวหุ้น ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ ที่ราคาปรับลงมาค่อนข้างแรงก็เริ่มน่าสนใจ เพียงแต่ในระยะสั้นต้องเจอกับความผันผวนสูงซึ่งถ้ารับความเสี่ยงได้ก็เป็นโอกาสที่ได้ของดีราคาถูก”
สุดท้ายเป็น “กลุ่มที่อิงกับเรื่องกิจกรรมของทั่วโลก” (โกลบอล แอคทีวีตี้) ที่แนวโน้มมีโอกาสจะปรับตัวดีขึ้น แต่ระยะสั้นอาจจะยังเห็นความผันผวนของราคาหุ้นอยู่บ้าง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยหรือมีเป้าหมายลงทุนในระยะสั้น
“นาทีนี้คงต้องยอมรับว่า ‘หุ้นสหรัฐฯ’ เป็นอะไรที่นักลงทุนไม่อยากจะลงทุนหรือใครที่ถืออยู่แทบจะไม่อยากเปิดพอร์ตดู ซึ่งในภาวะตลาดเช่นนี้ก็อาจจะต้องรอให้ปัจจัยต่างคลี่คลายลง แล้วค่อยจับจังหวะลงทุนอีกครั้ง หรือใครที่สามารถมองข้ามปัจจัยกดดันไปได้ก็จะใช้จังหวะในการเก็บหุ้นที่น่าสนใจ”
