ส่อง 16 “กองหุ้นไทย” ผู้จัดการกองทุน ‘มือตก’… ผลงาน 10 ปี เบาหวิว ‘พ่ายตราสารหนี้’ ต่ำกว่า 2% ต่อปี !!!
สาระ Fund วันละนิด: “หุ้นไทย” ในยุคหลังอาจจะถูกโลกมองว่าไร้เสน่ห์เป็นหุ้นกลุ่ม “เศรษฐกิจเก่า” (Old Economy) ที่ขาดสีสันไปในยุคดิจิทัลเช่นนี้
“ผลตอบแทนระยะยาว” ของตลาดหุ้นไทยในยุคหลังมานี้ก็ไม่ได้สูงมาก สะท้อนผ่านดัชนี “SET TRI” มีผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 22) เพียง 6.24% ต่อปี ไม่ได้สูงเป็นเลข 2 หลักเช่นในอดีต
ใครที่ยังคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวที่ดีจาก “ตลาดหุ้นไทย” หลังจากนี้อาจจะต้องทำใจไว้บ้าง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ตลาดมองว่าทำไมนักลงทุนมีการกระจายไปลงทุนใน “หุ้นต่างประเทศ” มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ในส่วนของภาพรวม “กองหุ้นไทย” เอง ผลงานในระยะยาวก็ปรับตัวลงเช่นกัน โดยย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 4.25% ต่อปี
และในจำนวนนั้นมีอยู่ 16 กอง คิดเป็นสัดส่วน 9.25% จากทั้งหมด 173 กอง ที่ทำผลตอบแทนได้ “ไม่ถึง 2% ต่อปี” !!!
เล่นเอานักลงทุนท้อไปตามๆ กัน กับผลตอบแทนที่ “เบาหวิว” เช่นนี้ ทั้ง 16 กอง มีกองอะไรบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

“ONE+1” กลุ่ม ‘กองหุ้นทั่วไป’...แชมป์ผลตอบแทน 10 ปี ต่ำสุด 0.19% ต่อปี
“ระยะทาง พิสูจน์ม้า กาลเวลา พิสูจน์คน” โบราณว่าไว้เช่นนั้น ในแง่ของ “ผลตอบแทน” นั้น ก็แตกต่างกันไปตามนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุนเป็นสำคัญ เพราะเป็นเมือนเข็มทิศหลักที่จะคอยกำหนดทิศทางการลงทุนให้เป็นไป
จากการสำรวจผลงาน “กองหุ้นไทย” 137 กอง ที่ผลตอบแทนช่วง 10 ปี “ไม่ถึง 2% ต่อปี” นั้น มีไม่ถึง 10% จากทั้งหมด ซึ่งเรียกว่าต่ำกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรออมทรัพย์ในยุคปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก ที่สำคัญ 15 จาก 16 กอง เป็น Active Fund ที่มุ่งใช้ฝีไม้ลายมือของเหล่า ‘ผู้จัดการกองทุน’ เอาชนะตลาดให้ได้ด้วย เจอแบบนี้...ไม่ท้อยังไงไหว?
ทั้ง 16 กองทุนนั้น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่
-กองหุ้นทั่วไป: เป็นกลุ่มที่มี “กองหุ้นไทย” มากที่สุด เพราะมี “ความยืดหยุ่น” ในการลงทุนค่อนข้างสูง ไม่มีข้อจำกัด สามารถลงทุนหุ้นใน SET, MAI หรืออื่นๆ ได้หมด และเป็นกลุ่มที่มีกองทุนผลงาน 10 ปี ต่ำกว่า 20% มากสุดถึง 8 กอง ผลตอบแทนตั้งแต่ 0.19 – 1.98% ต่อปี
โดยกองที่มีผลงาน “ต่ำสุด” ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ได้แก่ ONE+1 ผลตอบแทน 10 ปี +0.19% ต่อปี ถัดมาเป็น ABTED +0.59% ต่อปี เป็น 2 กองที่ผลงานต่ำกว่า 1% ต่อปีในกลุ่มนี้
“อีก 3 กองเป็น ‘กองหุ้นตามหลักศาสนาอิสลาม’ ตรงนี้จะมี Universe ของหุ้นในการลงทุนจำกัดให้เป็นไปตามหลักศาสนาเป็นเงื่อนไขสำคัญ ประกอบด้วย KSLTF-L +1.04% ต่อปี, KSRMF +1.12% ต่อปี และ MIFLTF +1.36% ต่อปี”
ส่วน 3 อันดับสุดท้ายในกลุ่มนี้ ได้แก่ KFLTFD70 +1.88% ต่อปี, ABSL +1.90% ต่อปี และ X-EQRMF +1.98% ต่อปี

-กองหุ้นขนาดใหญ่: เป็นกลุ่มที่เน้นลงทุนในหุ้นดัชนี SET50 โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV ในส่วนของ Universe ของหุ้นก็จะแคบลงมาพอสมควร ลูกเล่นอะไรอาจทำได้ไม่มากนัก กลุ่มนี้มีกองทุนผลงาน 10 ปี ต่ำกว่า 2% อยู่ 5 กองด้วยกัน ผลตอบแทนตั้งแต่ 0.62-1.92% ต่อปี ได้แก่ SCBBANKING ซึ่งเป็นกอง Passive Fund เพียงกองเดียวที่โฟกัสหุ้นในดัชนี BANK เป็นหลัก +0.62% ต่อปี
ตามมาด้วย KFLTFDIV +1.70% ต่อปี, KFVALUE +1.80% ต่อปี, KFDIVRMF +1.81% ต่อปี และ ONE-EQ +1.92% ต่อปี
-Aggressive Allocation: เป็นกองทุนผสมที่เน้นลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หน่วย property/ REITS/ infrastructure/ private equity และ commodities > 65% ของ NAV ซึ่งโดยปกติแล้วจะลงทุนในหุ้นเป็นหลักมีบุคลิกมาทาง ‘กองหุ้น’ ในกลุ่มนี้มีกองทุนที่ผลงาน 10 ปี ต่ำกว่า 2% อยู่ 3 กอง ได้แก่ SCBRM3 +0.84% ต่อปี, FLEXAR +1.27% ต่อปี และ MIF-G +1.91% ต่อปี

“การลงทุนระยะยาว” ในหุ้นช่วย ‘ลดความผันผวน’ ได้จริง...แนะใช้ “กองทุนดัชนี” ตอบโจทย์การลงทุน
แม้ภาพรวมการลงทุนระยะยาวใน “หุ้นไทย” ในช่วงยุคหลังมาอาจจะไม่ได้สูงมากนักก็ตามเมื่อเทียบกับในอดีตที่เป็นเลข 2 หลัก แต่โดยเปรียบเทียบแล้วก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ หรือเงินฝาก
“ที่สำคัญ การลงทุนระยะยาว ยังช่วย ‘ลดความผันผวน’ ได้ ช่วยให้โอกาสที่จะเจอความผันผวนหนักๆ เหมือนการลงทุนระยะสั้นน้อยลง ซึ่งจะเห็นได้ว่าจากผลงานของ ‘กองหุ้นไทย’ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่มีกองทุนที่ผลตอบแทนติดลบเลย (หรือในกรณีที่ติดลบ ก็จะลบน้อยกว่าการลงทุนระยะสั้น)”
สำหรับทางเลือกสำหรับ “การลงทุนระยะยาว” ที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี คือ “กองทุนดัชนีหุ้นไทย” ไม่ว่าจะ SET, SET50 หรือ SET100 ก็ตาม เพราะจะไม่ทำให้คุณพลาด “ผลตอบแทนของตลาด” ในระยะยาวนั่นเอง อาจจะไม่ได้เป็นกลุ่มที่ผลตอบแทนสูงชนะตลาดมากๆ แต่ก็จะไม่จัดอยู่ในกลุ่มที่แพ้ตลาดมากๆ เช่นเดียวกัน หากแต่มี “ผลตอบแทนเท่า” กับตลาดเป็นค่ากลางๆ ไปเท่านั้นเอง
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
