Official Update :

วิกฤติ “ตลาดพัฒนาแล้ว” กับการกลับมาของ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ในรอบ 10 ปี... แนะเลือกลงทุนเป็น ‘รายประเทศ’ !!!

Fun of Funds: ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) ดูจะเลือนหายไปจากแผนที่การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกไป


ในแง่ของผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่เองในช่วงที่ผ่านมาก็ Underperform กลุ่ม “ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) มาตลอดเช่นกัน


แต่ล่าสุด “มาร์ค โมเบียส” เจ้าพ่อตลาดเกิดใหม่ก็ออกมาเชียร์ “หุ้นอินเดีย” อีกครั้ง


ตลอดจนความเคลื่อนไหวของ “ขั้วมหาอำนาจใหม่” ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่าง BRICS” (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้) ล่าสุด “อาเจนตินา” และ “อิหร่าน” ก็สมัครเข้าร่วมกลุ่มด้วยแล้ว จนคาดหมายว่านี่จะกลายเป็น G-7” ฝั่งตลาดเกิดใหม่ ที่จะขึ้นมาคานอำนาจของกลุ่ม G-7” ของตลาดพัฒนาแล้วในปัจจุบันเลยทีเดียว


ก็ทำให้โลกหันมาจับตา “ตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง” โดยเฉพาะในช่วงที่ “ตลาดพัฒนาแล้ว” ส่อแววจะเจอปัญหาหนักจากเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา


และในเมื่อ ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว เกิดปัจจัยดังกล่าวขึ้น ก็อาจจะมีนักลงทุนสงสัยว่าจะถึงเวลาของ “ตลาดกำลังพัฒนา” บ้างแล้วหรือยัง?


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมาพร้อมกับคำแนะนำและมุมมองการลงทุนใน “ตลาดหุ้นกำลังพัฒนา” มาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้



“หุ้นตลาดเกิดใหม่” กลับมา
Outperform “หุ้นโลก” ในช่วงครึ่งปีแรก...เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานักลงทุนหลายคน อาจจะสังเกตว่า เรดาร์การลงทุนจะอยู่ในกลุ่ม “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” เป็นส่วนใหญ่ ด้วยการได้รับวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 จนทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความเด่นชัดขึ้นก่อน


แต่หลังจากไม่นานตัวเลขเงินเฟ้อก็ได้เร่งตัวขึ้น ซึ่งเพื่อเป็นการสกัดตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเทศขนาดใหญ่ต้องปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยให้มีความเข้มงวดมากขึ้น จนทำให้กดดันตลาดในปัจจุบัน


“ทำให้ผลตอบแทนของ หุ้นโลก ในช่วง 6 เดือนแรก ปรับตัวลง -20.51% ในขณะที่ หุ้นตลาดเกิดใหม่ติดลบน้อยกว่า -17.63% ซึ่งถือเป็นการกลับมา Outperform หุ้นโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เลยทีเดียว” (MSCI EM ย้อนหลัง 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี +0.57% ต่อปี, +2.18% ต่อปี และ +3.06% ตามลำดับ ในขณะที่ หุ้นโลก +7.00% ต่อปี, +7.67% ต่อปี และ +9.51% ตามลำดับ)



“หุ้นตลาดเกิดใหม่” ครึ่งปีแรกหลายปท.กลับมาโชว์
‘ผลตอบแทนเป็นบวก’...ในขณะที่ “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” แดงยกแผง

“หุ้นตลาดเกิดใหม่” ประกอบด้วย 24 ประเทศจาก 3 ภูมิภาค ได้แก่

  1. เอเชีย ได้แก่ ไทย, เกาหลีใต้, จีน, อินเดีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน และอินโดนีเซีย

  2. ละตินอเมริกา ได้แก่ บราซิล, ชิลี, โคลัมเบีย, เม็กซิโก และเปรู

  3. ยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลาง ได้แก่ สาธารณรัฐเชก, ฮังการี, โปแลนด์, คูเวต, อียิปต์, แอฟริกาใต้, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์ และตุรกี


ในช่วงครึ่งแรกของปี22 ที่ผ่านมานั้น ในขณะที่ฝั่ง “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” แดงเดือดกันถ้วนหน้า แต่ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” กลับมีหลายประเทศที่ตลาดปรับตัวเป็นบวก เช่น ชิลี +7.02%, คูเวต +7.94%, กาตาร์ +3.26% และซาอุดิอาระเบีย +2.14% ในขณะที่ตลาดที่ติดลบก็ฟื้นตัวติดลบน้อยกว่าตลาดพัฒนาแล้วด้วย”


นั่นทำให้ผลตอบแทนของ “กองหุ้นตลาดเกิดใหม่” ซึ่งปัจจุบันมี 24 กองนั้น ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันก็มีตั้งแต่ -55.36% ถึง +1.31%



ชู “ตลาดเกิดใหม่” หลุมหลบภัยจาก “ตลาดพัฒนาแล้ว”...แนะเลือกลงทุนรายประเทศ

โดย “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า กลุ่ม “ตลาดกำลังพัฒนา” ถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจหรือจะใช้เป็นหลุมหลบภัยจาก “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว” ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อได้เช่นเดียวกัน แต่อาจจะต้องคัดเลือกเป็นรายประเทศ



(ดร.สมชัย อมรธรรม)



“เนื่องจากตลาดหุ้นกำลังพัฒนาถือเป็นผู้ผลิตและตลาดพัฒนาแล้วเป็นผู้บริโภค ซึ่งเมื่อในยามที่ตลาดพัฒนาแล้วหรือผู้บริโภครายใหญ่อย่าง สหรัฐฯ ยุโรป มีการบริโภคที่ดีก็จะมีการนำเข้าสินค้าจากตลาดหุ้นกำลังพัฒนามากขึ้น แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น จึงทำให้ตลาดกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบ”



“จีน”
& “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ดาวเด่นกลุ่มตลาดเกิดใหม่...เลี่ยงปท.ที่ศก.อ่อนแอ-หนี้สูง

แต่ด้วยความหลากหลายของกลุ่ม “ตลาดกำลังพัฒนา” จึงยังคงดูน่าสนใจแต่ก็อาจจะเลือกลงทุนเป็นรายประเทศ ซึ่งประเทศที่แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนจะประกอบไปด้วย “จีน” ที่เป็นผู้นำของวัฏจักรนี้ ทั้งเป็นผู้ที่ออกจากสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 เป็นประเทศแรก เป็นผู้ที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นประเทศแรก


“ขณะเดียวกันปัจจัยพื้นฐานยังมีแนวโน้มที่ดี อย่างเศรษฐกิจภายในประเทศที่จะรับการกระตุ้นจากมาตรการของนโยบายรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่จะเติบโต 5.5%ในปีนี้ ด้านปัจจัยภายในประเทศก็ได้มีการคลายล็อกดาวน์แต่ยังไม่มีปล่อยคนให้มาเที่ยวต่างประเทศ จึงทำให้เกิดการท่องเที่ยวและเงินหมุนเวียนในประเทศ”


ถัดมากลุ่มประเทศที่น่าสนใจ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่มีความหลากหลายและความน่าสนใจในธีมต่างๆ อย่างหุ้นคุณภาพในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ธีมท่องเที่ยวจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวอย่างประเทศไทย ธีมหุ้นเทคโนโลยีและ Advanced Economies อย่างประเทศสิงคโปร์


ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่จะต้องระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยง จะเป็นประเทศที่มีความอ่อนแอด้วยหนี้สาธารณะสูง มีเงินกู้ต่างประเทศสูง นักลงทุนอาจจะระมัดระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง อย่าง ศรีลังกา สปป.ลาว เป็นต้น


การลงทุนในตลาดหุ้นกำลังพัฒนาถึงแม้ว่าอาจจะดูน่าสนใจในปัจจุบัน แต่อาจจะต้องมีการคัดเลือกลงทุนเป็นรายประเทศหรือในประเทศที่มีความแข็งแกร่งเป็นหลัก เพราะพื้นฐานของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างมากนั่นเอง

Wealth Guy

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม