“IMF” ชี้ “อาเซียน” ยังโตต่อเนื่องฝ่าวิกฤติโลก... เสน่ห์เข้าตา “ต่างชาติ” โชว์ครึ่งปีแรกหุ้น Outperform ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ !!!
Fun of Funds: เป็นอีกปีที่ได้เห็น “เงินต่างชาติ” ไหลกลับเข้ามาในตลาดกลุ่ม “TIP” (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) โดยต่างชาติมีการซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันในตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 1.1 แสนล้านบาท
ท่ามกลาง “เศรษฐกิจโลก” ในปัจจุบันได้เผชิญแรงกดดันทั้งจากปัญหาตัวเลขเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ไปสู่ความขาดแคลนพลังงานและสินค้าบริโภคอื่น
ซึ่งด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีแนวโน้มที่เริ่มจะถดถอยก็นำไปสู่ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว”
จึงมีนักลงทุนไม่น้อยที่กำลังเฟ้นหาตลาดหรือสินทรัพย์ที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนเพื่อที่จะฝ่าฟันวิกฤตจากภาวะตลาดในปัจจุบัน
“อาเซียน” คือภูมิภาคที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี!!!
โดยล่าสุดทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจของ ‘ASEAN-5’ จะโต 5.3% และ 5.9% ในปี22 และ 23 ตามลำดับ เรียกว่าโตต่อเนื่องและสูงกว่า ‘เศรษฐกิจโลก’ ที่คาดว่าจะโตเสมอตัว 3.6% ทั้ง 2 ปี ในขณะที่ ‘เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว’ จะชะลอตัวลงเหลือ 3.3% และ 2.4% ในปี22 และ 23 ตามลำดับ
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็มีคำแนะนำและมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจในตลาดภูมิภาคที่ใกล้ตัวนักลงทุนไทยอย่าง “ตลาดหุ้นอาเซียน” มาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้

“หุ้นอาเซียน” มีความหลากหลาย-พื้นฐานแข็งแกร่ง
ทำไม “อาเซียน” จึงน่าสนใจ...ลองดูประเทศในกลุ่มนี้มี 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา, ไทย, บรูไน, พม่า, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, ลาว, เวียดนาม, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย มีประชากรรวมกันกว่า 625 ล้านคน GDP รวมกันกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับ9 ของโลก
“แต่ถ้าพูดถึงโอกาสการลงทุนใน ‘หุ้นกลุ่มอาเซียน’ คงไม่ใช่ทุกประเทศหลักๆ ก็จะมีกลุ่ม TIP (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) นอกจากนี้ก็มีมาเลเซีย, สิงคโปร์ และดาวเด่นอย่างเวียดนามเป็นสำคัญ ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี22 ที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาดก็แดงตามตลาดโลกเช่นกัน ไทย -6.11%, อินโดนีเซีย -2.38%, ฟิลิปปินส์ -18.50%, มาเลเซีย -12.81%, สิงคโปร์ -19.55% และเวียดนาม -19.88% ซึ่งอีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสในการลงทุนเช่นเดียวกัน”
“หุ้นอาเซียน” ช่วงครึ่งปีแรก Outperform กลุ่ม ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’...“มาเลเซีย-อินโดนีเซีย-สิงคโปร์” รับอานิสงส์วิกฤติ
โดย “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า “ตลาดหุ้นอาเซียน” ในปีนี้ถือเป็นตลาดที่ค่อนข้างโดดเด่นในด้านการปรับตัวลดลงที่น้อยกว่าเมื่อเที่ยบตลาดหุ้นพัฒนาแล้วอย่าง Nasdaq และ S&P 500 ที่ลงมากกว่า20% แต่ไทยปรับลงเพียง 5% จึงมองว่าเป็นตลาดที่ผลงานค่อนข้างดีกว่าตลาดโดยรวม
(ดร.สมชัย อมรธรรม)
“ซึ่งด้วยความหลากหลายทางด้านธุรกิจของ ‘ตลาดหุ้นอาเซียน’ จึงเป็นตลาดที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากหลายสตอรี่ อย่างก่อนหน้าก็มีประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียที่ได้รับประโยชน์จากสินค้าคอมมูนิตี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือสิงคโปร์ที่มีธุรกิจโรงกลั่นค่อนข้างเยอะก็ได้รับประโยชน์ตามไปด้วย”
นอกจากนี้ “วิกฤตภาวะราคาอาหาร” ที่แพงสูงขึ้นหรือภาวะราคาอาหารเฟ้อ ก็จะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับเกษตรและอาหารได้รับประโยชน์อย่างไทย มาเลเซีย ซึ่งด้วยความหลากหลายของกลุ่มภูมิภาคจึงเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ อย่างไรก็ผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่สูงไปถึง 20-30% แต่จะช่วยให้นักลงทุนมีผลตอบแทนที่มั่นคงได้
ลุ้นครึ่งปีหลังศก.โลก “ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย”...หนุน “การท่องเที่ยว” ระหว่างประเทศฟื้น
สำหรับแนวโน้มในครึ่งปีหลังที่สัญญาณของ “ราคาน้ำมัน” จะเริ่มซอฟตัวลง แต่ด้วยสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังยืดเยื้อจึงมีโอกาสที่รัสเซียจะกลับมาเล่นงานยุโรปได้ในฤดูหนาวหรือในช่วงปลายปี แต่ระหว่างทางในบางช่วงเวลาหรือในไตรมาส 3/65 ราคาน้ำมันย่อตัวลงมาได้เล็กน้อย
“ขณะเดียวกันถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถควบคุมตัวเลขเงินเฟ้อได้ตามการปรับขึ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงตามที่ตลาดคาดการณ์ ก็อาจทำให้ภาค ‘การท่องเที่ยว’ กลับมาดีขึ้นหลังจากที่คนคลายความกังวลและหันกลับมาท่องเที่ยวระหว่างประเทศ”
ชี้ 3 ประเทศ “ไทย-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์” รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวฟื้นตัว
ซึ่งประเทศที่จะได้รับประโยชน์การตัวฟื้นของนักท่องเที่ยวก็จะเป็นประเทศไทย โดยประมาณการนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในประเทศอยู่ที่ 5 ล้านคน ก็อาจจะเห็นการปรับประมาณตัวเลขดังกล่าวขึ้นเป็น 6-7 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งตลาดท่องเที่ยวแม้จะอยู่ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยก็อาจทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวในภาวะปกติเหลือ 30 ล้านคนต่อปี จาก 40 ล้านต่อปี
แต่ด้วยฐานตัวเลขนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่เป็น 0 ก็จะช่วยสนับสนุนให้ภาคการท่องเที่ยวเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งนอกจากไทยก็ยังมีประเทศอื่นในภูมิภาคที่จะได้รับประโยชน์ทางอ้อมตามไปด้วยอย่าง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย
“ในช่วงที่ตลาดมีปัจจัยต่างๆ เข้ามารุมเร้าก็จะมากับโอกาสการลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่ง ‘ตลาดหุ้นอาเซียน’ เองก็เป็นหนึ่งในตลาดที่สามารถพลิก ‘วิกฤติให้เป็นโอกาส’ จากความหลากหลายประเทศและภูมิภาคที่จะได้รับประโยชน์จากธีมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายเงินลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา”
