Official Update :

ชี้ครึ่งปีหลัง “เงินเฟ้อ” ชะลอตัว- “ดอกเบี้ยขึ้น” ไม่น่ากลัว... ทำ “หุ้น” กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ชู ‘สหรัฐ-ญี่ปุ่น’ เด่นสุด !!!

Fun of Funds: ผ่านมาเป็นระยะเวลากว่าครึ่งปีที่ภาวะการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง “หุ้น” ที่โดนมรสุมปัจจัยลบกดดันจนทำให้ตลาดช่วงครึ่งปีแรกแดงเดือดไปทั้งโลก


ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะ “หลีกเลี่ยง” หรือ “ถอยออกมา” เพื่อหาจังหวะการลงทุนอีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากเงินไหลเข้าสุทธิในกลุ่ม “กองตราสารตลาดเงิน” ที่มีความเสี่ยงต่ำสุดกว่า 5.9 หมื่นล้านบาท มากเป็น อันดับ1 ในช่วงครึ่งปีแรก (ข้อมูล: บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ปทท.), ณ วันที่ 30 มิ.ย. 22)


สอดคล้องกับเม็ดเงินการ “ถือครองเงินสด” ของเหล่านักลงทุนสถาบันทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นตามที่ปรากฎเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ


อย่างรก็ตาม ภาพการลงทุนก็ “เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว” จากความกังวลดอกเบี้ยขาขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกนั้น กำลังกลับสู่ “เงินเฟ้อชะลอตัว” และลดแรงกดดันของดอกเบี้ยขาขึ้น ที่คงไม่เข้มงวดเหมือนที่ผ่านมาและไม่น่าจะกดดัน “ตลาดหุ้น” และ “สินทรัพย์เสี่ยง” เช่นในครึ่งปีแรกอีกด้วย


แต่คำถามสำคัญนั้นช่วงเวลาใดที่จะสามารถกลับเข้าไปลงทุนได้อีกครั้ง หรือ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ที่ปรับตัวลงอย่างหนักจะเป็น “จุดต่ำสุด” แล้วหรือยัง?


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็ได้มาพร้อมกับมุมมองและคำแนะนำการลงทุน เพื่อที่จะช่วยไขข้อสงสัยให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนที่กำลังแสวงหาโอกาสมาอัพเดทให้ฟังกัน



คาด “หุ้น” จะฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง...เหตุ “เงินเฟ้อ” ชะลอตัว-เพิ่มความน่าสนใจของ “หุ้นทั่วโลก

โดยมี อภิวัฒน์ น้าประทานสุข” ผู้บริหารกลยุทธ์ด้านการลงทุน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เป็นผู้ให้มุมมองว่า มีโอกาสค่อนข้างสูงที่ “ตลาดหุ้น” จะกลับมาฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจาก “อัตราเงินเฟ้อ” ทั่วไปของโลกมีแนวโน้มปรับตัวลง หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าเกษตรเริ่มมีการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดในเดือน มี.ค.


“ขณะเดียวกันตลาดรับรู้ท่าทีที่เข้มงวดของ Fed ไปมากแล้ว โดย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. อีก 75 bps แล้วค่อยๆ ลดขนาดการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่เหลือ ซึ่งตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปในลักษณะ Front Load เพื่อดึงอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำลงอย่างรวดเร็ว”


ดังนั้นหาก เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด เรามองว่าจะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอีก และตลาดหุ้นจะเริ่มฟื้นตัวเนื่องจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตและอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาวทั่วโลกปรับตัวลง จนทำให้มูลค่าของ “ตลาดหุ้น” น่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย



“ศก.ถดถอย” ยังไม่เกิดขึ้นปีนี้...หลัง
‘เงินเฟ้อ’ มีโอกาสปรับลง-ไม่ต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดไปกว่านี้

ขณะที่ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” ในประเทศหลักยังยากที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ เนื่องจาก “อัตราเงินเฟ้อ” มีโอกาสปรับตัวลง และจะส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นไปกว่านี้ นอกจากนี้ “อัตราการว่างงาน” ในประเทศหลักยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาอีกด้วย


“แต่การลงทุนใน ตลาดหุ้น ก็อาจจะต้องมีการคัดเลือกเป็นรายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยมีการปรับขึ้นไปแล้วและประเทศที่ยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วนี้ ส่วนประเทศที่ยังไม่มีการปรับขึ้นนักลงทุนอาจจะต้องระมัดระวัง”





“หุ้นสหรัฐ” กลุ่มเติบโตยังน่าสนใจ-แนวโน้มเงินเฟ้อชะลอตัว...ส่วนกลุ่มวัฏจักรแนะ
‘คงน้ำหนักลงทุน’

โดยกลุ่มประเทศที่น่าสนใจหรือให้คำแนะนำ ประกอบไปด้วย “หุ้นสหรัฐฯ” อย่างกลุ่มหุ้นเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ จากการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มลดลงและบริษัทยังสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง และลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร กองทุนแนะนำ TMBUSBLUECHIP


“ขณะที่ กลุ่มหุ้นวัฏจักร อย่างพลังงาน การเงิน และสันทนาการ แม้ว่ามูลค่าหุ้นจะดูน่าสนใจและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนหน้า จึงอาจทำให้การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มวัฏจักรไม่เร็วเท่า หุ้นกลุ่มเติบโต จึงมุมมองเป็น คงน้ำหนักการลงทุน ซึ่งกองทุนแนะนำ KT-ENERGY, KT-FINANCE และ TMB-ES-CHILL



“หุ้นญี่ปุ่น” ฟื้นตามศก.หลังเปิดประเทศ -
‘EY Gap’ สูงกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 5 ปี...แนะ “เพิ่มน้ำหนักลงทุน”

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือ “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 65 จากการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง และ “ธนาคารกลางญี่ปุ่น” (BOJ) ยังไม่มีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้ ทำให้ตลาดยังมีปัจจัยบวกจากการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย


“นอกจากปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจ มูลค่าของตลาดก็น่าสนใจเช่นกัน ค่า ‘Earning Yield Gap’ (EY Gap) ของตลาดหุ้น ณ ปัจจุบัน ปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี จาก Bond Yield ในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับ Earning Yield ที่สูงขึ้นจากการที่ BOJ ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยทำให้ค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลกำไรของบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อไป เราจึงมีมุมมอง “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” เล็กน้อย โดยมีกองทุนแนะนำเป็น TMBJPNAE



“หุ้นยุโรป” มูลค่าไม่แพง-
‘EY Gap’ สูงกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 5 ปี...แนะ “คงน้ำหนักการลงทุน”

ด้าน “ตลาดหุ้นยุโรป” ยังมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียมากกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องการระงับการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนทางการเมือง


“ประกอบกับ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยตาม Fed ในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจของยุโรปนั้นไม่ได้แข็งแกร่งเท่าสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น ทำให้เรามองว่าในด้านปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นยุโรปค่อนข้างเสียเปรียบตลาดหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่น”


แต่อย่างไรก็ตาม “ตลาดหุ้นยุโรป” ในด้านมูลค่าที่ถือว่ายังไม่แพง เนื่องจากค่า EY Gap ยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปีและการที่ ECB มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยตามหลังเฟดส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่า ซึ่งเป็นผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกที่เน้นการส่งออกอย่างเยอรมนี เราจึงได้ลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปจากเพิ่มน้ำหนักการลงทุน มาเป็น “คงน้ำหนักการลงทุน”


ด้วยภาพตลาดการลงทุนที่ “เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว” นักลงทุนเองก็ต้องปรับกลยุทธ์รับมือให้ทันสถานการณ์เพื่อจะไม่พลาดทุกโอกาสการลงทุน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

Wealth Guy

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม