ศก.ชะลอตัวก็ลงทุนได้ แนะ “กระจายการลงทุน” ขยับสู่ตลาดตปท.มากขึ้น... พร้อมชู “หุ้น Value” ผันผวนต่ำ-ปันผลดี รับมือ !!!
Fund Manager View: เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (Recession) ท่ามกลางความเสี่ยงจาก “เงินเฟ้อ” ที่พุ่งขึ้น ยังน่าจะเป็นปัจจัยกดดันทิศทางตลาดการลงทุนทั่วโลกต่อไป
ล่าสุดทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ได้ออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปี22 ลงเหลือ 3.2% และชะลอเหลือ 2.9% ในปี23 เป็นการปรับลดลง 0.4% และ 0.7% ตามลำดับจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.
ในขณะที่ยังเตือนว่า “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” จะผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น โดยเงินเฟ้อใน ‘กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว’ จะแตะระดับ 6.6% ในปีนี้ ส่วนเงินเฟ้อใน ‘ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา’ จะพุ่งแตะระดับ 9.5% (ที่มา: World Economic Outlook, July 2022)
อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ หนึ่งในกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจและลงทุนได้ในช่วงเวลาเช่นนี้ ได้แก่ “หุ้น Value” และ “หุ้น Dividend” นั่นเอง
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญมาอัพเดทกันเช่นเคย
ชู “หุ้น Value” ตอบโจทย์ศก.ชะลอตัว...ผันผวนต่ำ-ปันผลดี
ในภาวะเศรษฐกิจแนวโน้มชะลอตัว การลงทุนในหุ้นที่มี “ความผันผวนต่ำ” และยังสามารถ “จ่ายปันผล” ในระดับที่สูงได้ ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงเวลาเช่นนี้
โดย “นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด มองว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่ม “Global Value” ความน่าสนใจมาจากลักษณะสำคัญของหุ้นกลุ่มนี้ที่ระดับราคาที่เหมาะสม และมีผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นๆ ภายใต้การประเมินจากปัจจัยพื้นฐานในธุรกิจที่ดี แข็งแกร่ง และมีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้ราคาในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาวให้กับนักลงทุน รวมถึงหุ้นกลุ่มนี้มีความผันผวนต่ำจึงเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุนในช่วงนโยบายการเงินตึงตัว ที่ควรกระจายการลงทุนไปยังหุ้นคุณค่าทั่วโลก

(นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส)
“ท่ามกลางปัญหาภาวะเงินเฟ้อ และราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง รวมถึงความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ เรามองว่าระดับเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันธนาคารกลางของหลายประเทศต้องปรับนโยบายการเงินจากผ่อนคลายเป็นภาวะตึงตัว และเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่การปรับนโยบายการเงินให้มีความตึงตัวอย่างรวดเร็ว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงตลาดหุ้น ทั้งในแง่ของจิตวิทยาการลงทุนและการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตามแม้ว่าแม้เศรษฐกิจมีโอกาสที่จะชะลอตัวแต่นักลงทุนก็ยังมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนกลุ่ม ‘หุ้นคุณค่า’ ที่มีราคาในระดับที่เหมาะสม และอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนในสภาวะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวเช่นนี้”
แนะ “กระจายการลงทุน” รับมือศก.ชะลอตัว...เพิ่มการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
ที่สำคัญ “อย่าจำกัดการลงทุน” อยู่แค่ไหนประเทศเท่านั้น เพราะ “โอกาสการลงทุน” มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่การแสวงหาผลตอบแทนเป็นเรื่องยาก ก็ควรเพิ่มทางเลือกของตัวเองให้เปิดกว้างด้วยเช่นกัน
โดย “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” รองกรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) บอกว่า “การบริหารความเสี่ยง” สำคัญไม่แพ้กับ “การบริหารผลตอบแทน” กลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาวคือ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) นั่นเอง แต่ก็ต้องมีการปรับพอร์ตระยะสั้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้เหมาะสมกับสภาพการลงทุนในขณะนั้นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งคนที่รับความเสี่ยงได้ต่างกัน ก็จะปรับพอร์ตต่างกันออกไป นอกจากนี้ควรมองหาโอกาสลงทุนใน “ตลาดโลก” ซึ่งมีสินทรัพย์และโอกาสการลงทุนให้เลือกอยู่มากมาย อย่าจำกัดการลงทุนไว้แค่ในประเทศไทยเท่านั้น

(ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ)
"สภาพตลาดต่อจากนี้อาจเอื้อให้เราเป็นไปตามเป้าได้ถ้าสงครามคลี่คลายในระยะอันสั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาพเงินเฟ้อของสหรัฐ น่าจะเข้าใกล้จุดสูงสุดแล้ว และเริ่มเห็นสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการลงทุนยังคงมีความผันผวนการกระจายการลงทุนจะเป็นกลยุทธ์หลักในการลงทุนของบริษัท"
ส่วนแนวโน้มการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” บริษัทมองว่าปีนี้ตลาดยังคงแกว่งตัวและทรงตัวเท่ากับระดับปัจจุบัน เนื่องจากหุ้นไทยมีปัจจัยบวกและลบพอๆ กัน โดยบริษัทแนะนำว่านักลงทุนควรมีการกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำคือการลงทุนในประเทศ 40% การลงทุนในต่างประเทศ 60% โดยแบ่งเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ 40% หุ้นประมาณ 50% อีก 10% เป็นการลงทุนทางเลือก
“หุ้นสหรัฐเราให้น้ำหนักเป็นกลาง (Neutral) แต่ยังสามารถเลือกลงทุนใน sub sector ที่เป็นหุ้น Value และหุ้น Dividend ได้ ในส่วนของตลาดเกิดใหม่เราชอบ ‘หุ้นจีน’ และเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในสินทรัพย์ทางเลือกในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนอสังหาริมทรัพย์”
ในภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวเช่นนี้ “การกระจายการลงทุน” (Asset Allocation) ตลอดจนเลือกลงทุนในหุ้นที่มีภูมิต้านทางที่ดี อย่าง “หุ้น Value” และ “หุ้น Dividend” ก็จะช่วยให้คุณยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีแม้ในยามที่เศรษฐกิจไม่ดีได้เช่นเดียวกัน
