“หุ้นสหรัฐ” ไม่แพงอย่างที่คิด... “TUSEQ-UH” ทางเลือกที่ง่ายกว่า-ลุยหุ้นแบบเหมาเข่งในดัชนี ‘S&P500’ !!!
กองทุนติดดาว: กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง’ (Risk-adjusted returns) ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
ในครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม “กองหุ้นสหรัฐ” (US Equity) ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี “S&P500” ซึ่งเป็นหุ้นใหญ่ตัวแทนเศรษฐกิจสหรัฐเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกันซึ่งสามารถทำผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ได้ถึง 12.45% ต่อปี เลยทีเดียว
แม้ในวันนี้ “เศรษฐกิจสหรัฐ” ได้เข้าสู่ ‘การถดถอยเชิงเทคนิค’ ไปแล้วก็ตาม แต่ ‘การถดถอยอย่างแท้จริง’ นั้นยังไม่เกิดขึ้นแต่ประการใด
ในส่วนของ “หุ้นสหรัฐ” เองนั้น ก็ยังมี “โอกาสการลงทุน” ให้ค้นหาอยู่เสมอ แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัวเช่นในปัจจุบันก็ตาม
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้ทำการหยิบยก “กองทุนรวมหุ้นสหรัฐฯ” ที่มีความน่าสนใจมานำเสนอให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจกันในครั้งนี้
“หุ้นสหรัฐ” ไม่แพงอย่างที่คิดหลังปรับตัวลงแรง...ดัชนี ‘S&P500’ ผลตอบแทนย้อนหลัง 15 ปี ทำได้ 10.70% ต่อปี
“หุ้นสหรัฐฯ” เป็นหนึ่งในตลาดที่มีความเคลื่อนไหวหรือปรับตัวลดลงมาค่อนข้างแรง หลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจต้องเผชิญเข้าความเสี่ยงที่จะมีแนวโน้มถดถอยลง โดยช่วง 7 เดือนแรก ดัชนี “S&P500” ปรับตัวลง -13.8% แต่ผลตอบแทนย้อนหลัง 15 ปี ซึ่งฝ่าสารพัดวิกฤติเศรษฐกิจก็ยังให้ผลตอบแทนได้ไม่เลวเลยทีเดียว 10.70% ต่อปี
“แต่ด้วยโอกาสการลงทุนบางครั้งก็มาในช่วงที่ตลาด “ปรับตัวลงแรง” เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าลงทุนในจังหวะที่ตลาดจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นและการสร้างผลตอบแทนในอนาคต จากตลาดที่เคยดูแพง ปัจจุบัน (ณ วันที่ 28 ก.ค. 22) S&P500 มี Forward P/E 17.14 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 25 ปีย้อนหลังที่ 16.87 เท่า จึงทำให้มูลค่ากลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจอีกครั้ง” (ที่มา: J.P. Morgan Asset Management)
ซึ่งการลงทุนในหุ้นรายตัวบางครั้งก็มีความเสี่ยงจึงมีนักลงทุนเลือกจะลงทุนใน “กองทุนรวม” เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากจำนวนหลักทรัพย์ที่หลากหลาย และกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Fund ที่ลงทุนหุ้นทั้งตะกร้าของดัชนี “S&P500” ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนใน “หุ้นสหรัฐ” ได้เป็นอย่างดี

“TUSEQ-UH” ลุยหุ้นใหญ่ในดัชนี ‘S&P500’...โชว์ผลตอบแทนสุดปัง 5 ปี +12.45% ต่อปี
โดยกองทุนที่จะแนะนำในครั้งนี้มีชื่อว่า “กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ อันเฮดจ์” หรือ “TUSEQ-UH” ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนภายใต้การบริหารจัดการของ ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด’ และเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่มีผลการดำเนินอันโดดเด่นจนเป็นที่ยอมจาก “มอร์นิ่งสตาร์” จัดเรทติ้งให้เป็น “กองทุน 5 ดาว”
ในส่วนของรายละเอียดของ TUSEQ-UH เป็นกองทุนประเภทฟีดเดอร์หรือลงทุนในหน่วยลงทุน(กองทุน) ต่างประเทศเป็นหลักเพียงกองทุนเดียว ซึ่งได้จัดตั้งหรือจดทะเบียนขึ้นในวันที่ 21 มกราคม 2559 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2565) มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 394,455,437 บาท และมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 21.59 บาทต่อหน่วย
“สำหรับนโยบายการลงทุนจะเป็นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก ‘SPDR S&P 500 ETF’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟดังกล่าวจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก”
ซึ่งนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักนั้น จะลงทุนในตราสารแห่งทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุน (ก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 โดยกองทุนดังกล่าวบริหารและจัดการโดย ‘State Street Global Advisors’ ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดในการบริหารกองทุน ETF ของโลก
“ทั้งนี้ กอง TUSEQ-UH จะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Hedging) แต่ประการใด นั่นคือ ‘ไม่ปิดความเสี่ยงค่าเงิน’ จึงทำให้นักลงทุนอาจมีผลขาดทุนหรือกำไรได้ในบางช่วงเวลาจากอัตราแลกเปลี่ยน”
หน้าตาพอร์ต...สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง “หุ้นเติบโต” และ “หุ้นคุณค่า”
จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของ ‘กอง TUSEQ-UH’ มีบุคลิกสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง “หุ้นเติบโต” (Growth) และ “หุ้นคุณค่า” (Value) เป็นหลัก
โดยน้ำหนักการลงทุนของกองทุนหลักเมื่อแบ่งตามอุตสาหกรรมที่ลงทุน 5 อันดับ (ณ วันที่ 3 ส.ค. 22) จะประกอบไปด้วย
-เทคโนโลยี 28.24%
-เฮลธ์แคร์ 14.21%
-สินค้าฟุ่มเฟือย 11.69%
-บริการทางการเงิน 10.52%
-สื่อสาร 8.52%

หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 65
ที่มา: www.tiscoasset.com
“ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ‘TUSEQ-UH’ ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 65) เฉลี่ยอยู่ในระดับที่ 10.96% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 13.25% ต่อปี) ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานเองก็เฉลี่ยอยู่ที่ 18.13% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 15.53% ต่อปี) แต่อย่างไรก็ดีกองทุนก็เคยมีผลขาดทุนซึ่งในช่วง 5 ปีย้อนหลังกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -29.45%”
เงินลงทุนขั้นต่ำ ‘ครั้งแรก’ และ ‘ครั้งถัดไป’ เพียง 1,000 บาท
โดยนักลงทุนที่สนใจอยากลงทุนในกองดังกล่าวก็สามารถใช้เงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1,000 บาทตามเงื่อนไขของมูลค่าขั้นตํ่าของ “การซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” ส่วนการขายคืนไม่มีข้อกำหนดแต่มีระยะเวลาในการรับเงินค่าขายภายใน 5 วันทําการหลังจากวันทํารายการขายคืน (T+5)
ส่วนรายละเอียดการซื้อขายในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายๆ โดยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์ธนาคารทิสโก้, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด หรือตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนอื่นๆ ที่บริษัทแต่งตั้งขึ้นและช่องทางออนไลน์ผ่าน TISCO My Funds
“อาจจะมีการนักลงทุนหลายคนมองว่าในช่วงเวลานี้ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะจะเข้าลงทุนใน ‘หุ้นสหรัฐฯ’ ที่จะคงต้องเผชิญกับตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจจะเป็นจังหวะที่จะทยอยเข้าสะสมทีละเล็กทีละน้อยเพื่อโอกาสการสร้างผลตอบแทนในอนาคตได้เช่นกัน หลังจากราคาปรับตัวลงมามากจนกลายเป็น ‘ของดี-ราคาถูก’ ที่น่าสนใจเพื่อหวังผลในระยะปานกลาง-ยาวนั่นเอง”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
