“หุ้นสุขภาพโลก” โอกาสที่แตกต่างจาก “หุ้นสุขภาพไทย”... มี 10 ‘กลุ่มย่อย’ ให้เลือกลงทุน-พร้อมโตรับ Megatrend !!!
สาระ Fund วันละนิด: ในวันที่โลกกำลังกังวลต่อภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ทั่วโลกอยู่นั้น ธีมการลงทุนในกลุ่ม “หุ้นสุขภาพ” (Healthcare) ก็กลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง
แต่โดยเนื้อแท้ของหุ้นสุขภาพนั้น ถือว่ามีพื้นฐานรองรับที่แข็งแกร่งและจัดเป็นหนึ่งใน “Megatrend” ของโลกการลงทุนมานานแล้ว เรียกว่า ในยามที่เศรษฐกิจดี ก็พร้อมจะเติบโตไปด้วยได้ไม่ตกขบวน
และในยามที่เศรษฐกิจแย่ก็ทำตัวเองเสมือนหุ้น Defensive ที่ความผันผวนต่ำในขณะที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ จัดเป็นกลุ่มหุ้นสารพัดประโยชน์ลงทุนได้ทุกฤดูกาลธีมหนึ่งเลยทีเดียว
ที่ผ่านมา...กลุ่ม “กองหุ้นสุขภาพ” ที่นักลงทุนรู้จักคุ้นเคยจะเป็น ‘กองทุนต่างประเทศ’ เป็นหลัก
แต่รู้หรือไม่ว่า?....“กองหุ้นสุขภาพไทย” เองก็มีเช่นเดียวกัน และเป็นหนึ่งเดียวของอุตสาหกรรมกองทุนไทย ได้แก่ “ONE-HOSPITAL” นั่นเอง!!!
ซึ่งผลงานในระยะยาว “กองหุ้นสุขภาพโลก” ยังดูเหนือกว่า แต่ภาพระยะสั้นในช่วง 1 ปีนี้ “กองหุ้นสุขภาพไทย” กลับเหนือกว่า Outperform ไปพอสมควรเลยทีเดียว
ทั้ง 2 กลุ่มนี้เหมือนหรือแตกต่างกันยังไง? ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย
“หุ้นสุขภาพโลก” มี 10 กลุ่มย่อยให้เลือกลงทุน...โอกาสที่เหนือกว่า “หุ้นสุขภาพไทย”
มาดู “หุ้นสุขภาพโลก” ผ่านดัชนี “MSCI World Health Care Index” (ณ วันที่ 31 ก.ค. 22) กันดูเลยดีกว่าเพื่อจะได้เห็นภาพ ดัชนีนี้ครอบคลุมหุ้นใน 142 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นหุ้น ‘ขนาดใหญ่และกลาง’ ในตลาดพัฒนาแล้ว โดยรวมแล้วมีมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (Market Capitalization) เฉลี่ย 50,350.04 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 1.76 ล้านบาท) ถือว่าแต่ละตัวก็มีขนาดไม่เล็กเลยทีเดียวถ้าเทียบกับหุ้นไทย

ตัวอย่างหุ้นหลักในดัชนี ได้แก่ UNITEDHEALTH GROUP 7.14%, JOHNSON & JOHNSON 6.42%, PFIZER 3.97%, ROCHE HOLDING GENUSS 3.25%, MERCK & CO 3.16% และ ASTRAZENECA 2.86% เป็นต้น ซึ่งหลายบริษัทนักลงทุนไทยคงคุ้นชื่อดีในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมา เป็นผู้ผลิตวัคซีนที่ใช้ฉีดอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน
ในส่วนขององค์ประกอบของดัชนีนั้น กระจายไปใน 10 กลุ่มย่อยของหุ้นสุขภาพ ซึ่ง 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
-Pharmaceuticals 40.6%
-Health Care Equipment 15.45%
-Biotechnology 13.17%
-Life Sciences Tools & Services 11.02%
-Managed Health Care 10.63%
“ในขณะที่ ‘ดัชนีหุ้นสุขภาพของไทย’ (HEALTH) นั้น มากกว่า 95% เป็นหุ้นในกลุ่ม ‘โรงพยาบาล’ เป็นหลัก จัดเป็นหุ้นในกลุ่มบริการทางการแพทย์ ซึ่งไม่คิดอยู่ใน Top5 ในดัชนีหุ้นสุขภาพโลก แต่อยู่ในลำดับที่6 ในชื่อกลุ่ม ‘Health Care Services’ มีน้ำหนักในดัชนี 4.04% นั่นเอง เมื่อมองดัชนีหุ้นสุขภาพโลกก็จะเห็นความแตกต่างกับดัชนีหุ้นสุขภาพของไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
“กองหุ้นสุขภาพไทย” ผลงานช่วง 1 ปี Outperform “กองหุ้นสุขภาพโลก”
มาดูผลงานของกลุ่ม “กองหุ้นสุขภาพโลก” กันบ้าง (ณ วันที่ 31 ก.ค. 22) ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) เฉลี่ยติดลบ -10.45%, ย้อนหลัง 1 ปี -8.52% ต่อปี, ย้อนหลัง 3 ปี +9.20% ต่อปี และย้อนหลัง 5 ปี +6.69% ต่อปี
“ภาพในระยะยาวยังสะท้อนถึงความเป็น Megatrend ของหุ้นสุขภาพโลกได้เป็นอย่างดี แต่ในระยะสั้นผลงานอาจจะไม่สู้ดีนัก เพราะหากไปดูองค์ประกอบของดัชนีเองก็จะมีส่วนที่เป็นหุ้นสายเทคโนโลยีสุขภาพอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นก็ทำให้หุ้นกลุ่มนี้เจ็บปวดไปตามๆ กัน”

หันมาดู “กองหุ้นสุขภาพของไทย” กันบ้าง มีเพียง 1 กอง ได้แก่ “กองทุนเปิดวรรณ โฮสพิทอล” (ONE-HOSPITAL” ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลและทางการแพทย์ทั้งในประเทศ และ/หรือต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV
หน้าตาพอร์ต ณ 30 มิ.ย. 22 มีการลงทุนใน ‘กลุ่มการแพทย์’ 71.83% และมีการกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศผ่านกองทุน ‘VANGUARD HELTH CARE ETF’ ด้วย 14.74%
โดยหุ้นที่ถือลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
-BDMS: บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ 31.96%
-VANGUARD HELTH CARE ETF 14.74%
-BH: บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 9.37%
-CHG: บมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 5.95%
-BCH: บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล 5.44%
“จะเห็นว่าหน้าตาพอร์ตก็จะเป็นหุ้นโรงพยาบาลไทยชัดเจน ในส่วนของผลการดำเนินงาน (ณ 31 ก.ค. 22) นั้น ภาพในระยะสั้นช่วง 1 ปี ถือว่าทำได้ดีกว่ากลุ่ม ‘กองหุ้นสุขภาพโลก’ ชัดเจน โดย YTD +9.43%, ย้อนหลัง 1ปี +8.94%, ย้อนหลัง 3 ปี +6.35% ต่อปี และย้อนหลัง 5 ปี +2.96% ต่อปี”
ไม่ว่าจะเป็น “กองหุ้นสุขภาพโลก” หรือ “กองหุ้นสุขภาพไทย” ถือว่าวางอยู่บนโอกาสการลงทุนที่แตกต่างกัน และสามารถนำมาผสมไว้ในพอร์ตการลงทุนได้อย่างลงตัว ซึ่งจะทำให้คุณไม่พลาดการมีส่วนร่วมในการเติบโตไปกับกลุ่ม “หุ้นสุขภาพ” ซึ่งเป็นหนึ่งใน Megatrend ของโลกการลงทุนนั่นเอง
