“จีน-อินเดีย-เวียดนาม” โตสวนศก.โลกชะลอตัว... ทำ “หุ้น 3 ตลาด” โดดเด่นเข้าตานักลงทุนทั่วโลก !!!
Fund Manager View: เศรษฐกิจดี กำไรบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มจะดีตามไปด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่า ประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เติบโตดี และดีกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคยิ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่นักลงทุนทั่วโลกสนใจ
ในขณะที่ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะโต 3.2% แต่คาดว่า “อินเดีย” จะโต 7.4%, “เวียดนาม” โตได้ 6% และ “จีน” 3.3% สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งนั้น
แม้ว่าภาพรวมของ “หุ้น” ทั้ง 3 ตลาดตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันอาจจะดูไม่ค่อยดีเท่าไรนักก็ตาม โดย “หุ้นอินเดีย” เสมอตัว “หุ้นจีน” ติดลบกว่า -15% และ “หุ้นเวียดนาม” ติดลบกว่า -18% ก็ตาม
แต่ด้วยพื้นฐานที่ไม่เปลี่ยน เมื่อราคาหุ้นย่อลงมา ก็เข้าตำรา “ของดี ราคาถูก” ทันที เป็นการมองไปในอนาคตกันแล้ว
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญมาอัพเดทกันเช่นเคย
“อินเดีย-เวียดนาม”...คู่หุ้นที่พร้อมจะโตแรงตามทิศทางเศรษฐกิจ
แม้ “เศรษฐกิจโลก” จะยังอยู่ในภาวะที่ผันผวนไม่แน่นอน จากกสถานการณ์การเมืองโลกที่ยังตึงเครียด แต่สัญญาณเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลงบ้าง ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อธนาคารกลางแต่ละประเทศ จึงเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจในบางประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ มีโอกาสเติบโตสูง มองว่าเศรษฐกิจของ “อินเดีย” และ “เวียดนาม” นับว่าเป็นที่น่าสนใจลงทุนมากในช่วงนี้
โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า “เวียดนาม” เป็นหนึ่งในตลาดอาเซียนที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ซึ่งหลักๆ มาจากการที่เวียดนามมีประชากรประมาณ 98 ล้านคน และส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน (ที่มา: populationpyramid.net) จึงทำให้ได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรที่อยู่ในวัยทำงานและมีกำลังซื้อ ช่วงที่ผ่านมา “หุ้นเวียดนาม” ได้ปรับฐานจากความกังวลในระยะสั้นของนักลงทุน จากที่หน่วยงานภาครัฐได้เข้าตรวจสอบและจับกุมธุรกรรมที่ผิดกฎหมายเพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลให้เข้มแข็งและโปร่งใสขึ้น เหตุการณ์นี้จึงทำให้เกิดแรงเทขายออกมาอย่างรุนแรง แต่เมื่อพิจารณาโดยพื้นฐานจะพบว่าในปัจจุบันอยู่ในระดับราคาที่น่าลงทุนซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาว รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซียก็มีค่อนข้างจำกัดเพราะเวียดนามมีสัดส่วนการค้ากับรัสเซียค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ หากจีนเปิดประเทศเต็มที่อีกครั้ง ก็จะทำให้เวียดนามมีโอกาสได้รับประโยชน์สูงจากหลากหลายอุตสาหกรรม

(ชวินดา หาญรัตนกูล)
“หุ้นเวียดนามนั้น ปัจจุบันอยู่ในระดับราคาที่น่าลงทุน ด้วยศักยภาพการเติบโตระดับแนวหน้าของโลก อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำยิ่งเพิ่มความได้เปรียบและความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น ประกับกับการที่ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลงมาลึกมากจากความกังวลระยะสั้นที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังในการปราบปรามนักลงทุนและนักธุรกิจหลายรายที่กระทำความผิด จึงเป็นโอกาสในการลงทุนรอบใหม่”
ในส่วนของ “อินเดีย” เองนั้น สัญญาณเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง ช่วยคลายแรงกดดันแก่ธนาคารกลางของอินเดีย จะเป็นแรงสนับสนุนให้ราคาสินทรัพย์ของประเทศอินเดียดีขึ้น ขณะที่อินเดียมีปัจจัยขับเคลื่อนระยะยาวที่โดดเด่น จากการบริโภคในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากจำนวนประชากรที่อยู่ในระดับสูงถึง 1.38 พันล้านคน และสัดส่วนประชากรวัยแรงงานที่สูงถึง 65% ประกอบกับรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแปรรูปหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ที่จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้เงินทุนไหลเข้าอินเดียอย่างต่อเนื่อง
“หุ้นจีน” กำลังจะกลับมา...แนะโอกาสสำหรับการลงทุน ‘ระยะยาว’
ครึ่งหลังของปี22 ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่นักลงทุนต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งในเรื่องสถานการณ์เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น และการเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่น่าจะเกิดขึ้นในระยะต่อไป
ด้าน “วิน พรหมแพทย์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า “หุ้นจีน” กำลังจะกลับมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักอย่างการผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน และนโยบายการเงินที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการปรับตัวได้ดีของภาคการผลิต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยบวกที่เสริมให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้ดีในช่วงครึ่งปีหลัง อีกทั้งรัฐบาลจีนมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของปี22 ให้บรรลุตามเป้าที่ตั้งไว้ (+5.5%) ดังนั้นครึ่งปีหลังจึงจำเป็นต้องเร่งการเติบโต โดยโอกาสการลงทุนในหุ้นจีนยังคงอยู่ที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เหล้าขาว ผลิตภัณฑ์จากนม ยีสต์ทำขนมปัง ยาจีนแผนโบราณ ฯลฯ ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น
ขณะที่หุ้นในกลุ่มสถาบันการเงิน ประกัน และกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพยังคงเป็นหุ้นกลุ่มหลัก ส่วนหุ้นในกลุ่มบริการสื่อสาร เป็นส่วนที่เพิ่มมาหลังจากที่รัฐบาลจีนมีมาตรการผ่อนคลายเรื่องธุรกิจในประเทศมากขึ้นหลังจากที่เคยควบคุมอย่างเข้มงวด

(วิน พรหมแพทย์)
“นอกจากนี้ยังเห็นโอกาสการลงทุนใน ‘หุ้นเติบโต’ (Growth Stock) ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) โดยเคล็ดลับคือนักลงทุนต้องอดทนถือหุ้นให้นานพอ และควรเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาวด้วยเช่นกัน โดยจากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าการลงทุนหุ้นที่มีศักยภาพในระยะนานกว่า 5 ปี มีโอกาสกว่า 97% ที่จะสามารถชนะ Benchmark และได้ผลตอบแทนที่สูง ดังนั้นควรเลือกพิจารณากิจการที่มีพื้นฐานที่ดี ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว”
การลงทุนในธีมหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีรองรับ แม้ในระยะสั้นปัจจัยลบอาจจะยังกดดันทิศทางตลาดทุนทั่วโลกอยู่ก็ตาม แต่ในท้ายที่สุดแล้ว “หุ้น” ย่อมสะท้อนถึงพื้นฐานที่มีของตัวเองในที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทั้ง 3 ตลาดหุ้น “จีน-เวียดนาม-อินเดีย” จะยังเป็น 3 ตลาดหลักที่อยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกแม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวเช่นในปัจจุบันก็ตาม
