Official Update :

“ทอง” ปีนี้มีลุ้นกลับไป 1,815 ดอลลาร์อีกครั้ง... แนะมีติดพอร์ต 5 -10% ช่วยกระจายความเสี่ยง !!!

Fun of Funds: “ทองคำ” ปีนี้ยังมีลุ้นกลับไปที่ระดับ 1,815 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์อีกครั้งหรือไม่? เพราะการเคลื่อนไหวของราคาทองคำก็ขึ้นกับหลากหลายปัจจัยเหลือเกิน


เห็น “เงินเฟ้อสูง” นึกว่าทองจะมาแล้ว ที่ไหนได้เจอนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” (เฟด) ที่ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ก็ทำราคาทองสะดุดไปเฉยๆ ถึงแม้ว่าจะมีประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศของรัสเซียและยูเครน


พอ “ช่องแคบไต้หวัน” ตึงเครียด ก็หนุนราคาทองขยับขึ้นมาอีกครั้ง นั่นทำให้ภาพรวมผลงานของกลุ่ม “กองทุนทองคำ” เองก็ไม่ไปไหนไกลเช่นกันตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันทำผลตอบแทนตั้งแต่ -4.05% ถึง 4.62%


จึงทำให้เกิดคำถามจากนักลงทุนและผู้ที่สนใจว่า ทองคำทิศทางต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร...และยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีติดพอร์ตไว้หรือไม่?


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จะพาไปไขข้อสงสัยกัน



เผยครึ่งปีแรก “กอง
ETF-ทอง” ลุยเก็บทองคำเพิ่ม 272 ตัน...รับมือตลาดผันผวน-ศก.ชะลอตัว

สำหรับ ทองคำ จัดเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอีกหนึ่งประเภทที่เป็นเครื่องมือช่วย “ลดความเสี่ยง” ให้พอร์ตลงทุน ไม่ว่าจะเป็นในยามที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงหรือในสถานการณ์อย่างตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงก็ตาม จึงยังเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนทั่วโลกหลงใหลสนใจลงทุนตลอดมา โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังเต็มไปด้วยสารพัดปัจจัยลบรุมเร้าเช่นปัจจุบันนี้


โดย “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้มมุมมองถึงทิศทางของราคาทองคำว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นความเคลื่อนไหวไปในรูปแบบแกว่งตัวขึ้น-ลง จากแรงกดดันของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปีนี้แต่เชื่อว่าปลายปีนี้มีโอกาสที่เห็นราคาทองคำปรับตัวขึ้น เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อยังคงปรับลดลงได้ยาก ด้วยความขาดแคลนของอุปทานในหลากหลายประเภท และแนวโน้มเศรษฐกิจของโลกที่มีโอกาสจะเกิดภาวะถดถอย ที่จะเป็นช่วยสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น


ขณะเดียวกันในปีนี้ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน ได้มีกองทุนขนาดใหญ่เข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจนผลักดันให้ดีมานด์การถือครองในกองทุนรวมอีทีเอฟทองคํา (Gold ETF) ในช่วงครึ่งปีแรกมีการเข้ามาถือครองทองคำถึง 272 ตัน แม้ว่าจะเป็นปีที่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์



(พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์)



ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีเงินไหลออกจากกองทุน ETF เป็นจำนวนมาก แต่ในปีนี้กลับมีเงินไหลกลับเข้ามาจากกองทุน ซึ่งการถือครองและการเข้าลงทุนด้วยภายใต้สถานการณ์ที่สินทรัพย์อื่นๆ มีความผันผวนและเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะถดถอยขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน นางพวรรณ์ กล่าวเพิ่มเติม



มอง “ระยะสั้น” ทองมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น...มีลุ้นทำ “สถิติสูงสุดใหม่ขาขึ้น” อีกรอบ

สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาทองคำใน “ระยะสั้น” มองว่าจะแกว่งตัวขึ้น โดยให้แนวต้านแรก 1,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวต้านถัดไป 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์และสุดท้าย 1,816 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถ้าหากผ่านได้ถือเป็นการผ่านแนวต้านใหญ่และมีโอกาส “ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นขาขึ้น” แต่ถ้าไม่สามารถผ่านไปได้ก็มีโอกาสที่จะย่อมาต่ำสุดแนวรับเดิม 1,681 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็จะเป็นเทรนด์ขาลง


“ส่วน ระยะกลาง มีมุมมองที่จะเป็นแกว่งตัวลง โดยมีแนวต้าน 2 จุดสำคัญที่จะต้องผ่านไปให้ถึงมุมมองเป็นบวกในการลงทุนทองคำ จุดแรกที่ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และจุดต่อมาที่ 1,815 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าหากไม่สามารถผ่านไปได้ก็อาจจะเห็นการย่อลงและเป็นโอกาสให้นักลงทุนทยอยเข้าไปสะสมได้”





มองกรอบ “ระยะยาว” ถึงสิ้นปี 1,680 – 1,815 ดอลลาร์...แนะจับตาสถานการณ์ “จีน-ไต้หวัน” ใกล้ชิด

แต่ยังต้องติดตามกรณี "แนนซี เพโลซี” ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เยือนไต้หวันจะมีข้อพิพาทอื่นต่อเนื่องหรือไม่และการโต้ตอบต้องของจีนและสหรัฐจะมีความขัดแย้งกันหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้ปัจจัยดังกล่าวน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


“ทั้งนี้สำหรับกรอบ ระยะยาว หรือจากนี้จนถึงสิ้นปีในกรณีที่ไม่มีประเด็นใหญ่เข้ามากระทบตลาด ได้คาดการณ์แนวต้านไว้ที่ 1,815 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับที่ 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้ากรณีของทางไต้หวันไม่มีประเด็นยืดเยื้อและเฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อ ก็อาจทำให้หลุดแนวรับได้”


อย่างไรก็ดีสำหรับ “นักลงทุนระยะยาว” ถือเป็นโอกาสที่จะ “ทยอยเข้าสะสม” ซึ่งจะต้องดูจังหวะของค่าเงินบาทว่าจะไปในทิศทางใด เนื่องจากหากค่าบาทอ่อนก็อาจทำให้การสร้างผลตอบแทนของการลงทุนทองคำไม่สูงมาก แต่นักลงทุนควรในพอร์ตการลงทุนควรกระจายความเสี่ยงโดยมีทองคำอยู่ประมาณ 5-10%

Wealth Guy

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่