Official Update :

“เงินเฟ้อสูง-ศก.ถดถอย” กลัวที่ไหน... เปิด “5 ธีมหุ้น” กำไรโตแกร่ง-น่าเก็บช่วง ‘ตลาดย่อ’ !!!

Fund Manager View: ตลาดการลงทุนโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับ 2 ความกลัวพร้อมๆ กัน นั่นคือ “เงินเฟ้อสูง” และ “เศรษฐกิจชะลอตัว” มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ


ในส่วนของเศรษฐกิจหลักของโลกอย่าง “สหรัฐ” ก็เข้าสู่ภาวะ “ถดถอยทางเทคนิค” ไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ราคาหุ้นหลายกลุ่มได้ปรับตัวลงมารับข่าวจนราคาน่าสนใจ


จึงเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจะเริ่มกลับมามองหา “หุ้นที่กำไรมีศักยภาพในการเติบโต” ท่ามกลางวิกฤติ สามารถลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคัดมาไว้ให้ 5 ธีม


จะมีอะไรกันบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย 



เปิด 4 ธีมเด่น น่าเก็บ...“หุ้นนวัตกรรมการแพทย์/หุ้นเทคโนโลยีแห่งอนาคต/หุ้นเติบโตสูง/หุ้นดาวเด่นเอเชีย” กำไรยังเติบโตดี
  

แม้ภาพรวมตลาดการลงทุนทั่วโลกยังไม่สดใสเท่าไรนัก แต่มอง “ตลาดหุ้นย่อตัว” ในช่วงนี้ เป็นจังหวะเหมาะสำหรับการเลือกลงทุนในธุรกิจที่กำไรมีโอกาสเติบโตสูง แม้ในช่วงเศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอย และราคาหุ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจ


โดย “วรสินี เศรษฐบุตร” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ บอกว่า มี 4 ธีมหลักที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.ธีมกองทุนหุ้นนวัตกรรมการแพทย์ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจเฮลธ์แคร์ 2. ธีมกองทุนหุ้นเทคโนโลยีแห่งอนาคต เนื่องจาก อัตราการเติบโตของกำไรในระยะยาว (CAGR) ของกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มเทคโนโลยี ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเติบโตในระดับ 10.2% และ 10% ตามลำดับ สูงกว่าตลาดหุ้นรวม (S&P500) ที่ 6.9% ต่อปี และกำไรของหุ้นทั้งสองกลุ่มยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (ที่มา: Bloomberg, 26 ก.ค. 22)  



(วรสินี เศรษฐบุตร)



3.ธีมกองทุนหุ้นเติบโตสูง และ 4.ธีมกองทุนหุ้นดาวเด่นของเอเชีย โดยหุ้นกลุ่มเติบโตสูงที่มีโอกาสขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ ในช่วง 5 - 10 ปีข้างหน้า กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง เพราะราคาได้ปรับลดมาจนน่าเข้าลงทุน ขณะที่แรงกดดันในด้านต้นทุนทางการเงินของกลุ่มหุ้นเติบโตกำลังหมดไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอายุ 10 ปีของสหรัฐ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว อีกทั้งคาดว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะเริ่มชะลอตัวลงในทิศทางเดียวกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เริ่มปรับตัวลดลงตามตัวเลขเศรษฐกิจด้วย”   



“จีน-เวียดนาม-อินโดนีเซีย”...3 ประเทศดาวเด่นของเอเชีย

สำหรับธีมกองทุนหุ้นดาวเด่นของเอเชีย มองว่า “หุ้นจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย” เป็นตลาดดาวเด่นน่าลงทุน เนื่องจาก ทั้ง 3 ประเทศมีโอกาสน้อยที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังอยู่ในระดับเติบโต โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 65) คาดว่าปี 22 เศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโต 6% เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโต 5.3% และเศรษฐกิจจีนจะเติบโต 3.3%   


“ขณะที่มูลค่าหุ้นยังไม่แพงเมื่อเทียบกับโอกาสการเติบโตของกำไรและมีระดับราคาหุ้นเทียบกับคาดการณ์กำไรในอนาคต (Fwd P/E) ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีทุกตลาด โดยข้อมูลจาก Bloomberg (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ส.ค. 22) ระบุว่า ตลาดหุ้นจีน (CSI 300) มีระดับ Fwd P/E อยู่ที่ 13.18 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย Fwd P/E 5 ปีอยู่ที่ 13.6 เท่า ตลาดหุ้นเวียดนาม (VN-Index) มีระดับ Fwd P/E อยู่ที่ 12 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย Fwd P/E 5 ปีอยู่ที่ 15.9 เท่า และตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) มีระดับ Fwd P/E อยู่ที่ 16.67 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย Fwd P/E 5 ปีอยู่ที่ 17.06 เท่า”  



“หุ้นสหรัฐ” กลุ่ม
High Quality & Defensive Growth ยังน่าสนใจ...คาดโอกาสสหรัฐ “ศก.ถดถอยรุนแรง” ยังมีน้อย

ส่วน “อัตราเงินเฟ้อสหรัฐ” มีแนวโน้มทำจุดสูงสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 และชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นั่นจะทำให้ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในปี22 แต่จะเป็นการขึ้นในอัตราที่ช้าลงและเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น


โดย กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะทยอยสะสม “หุ้นสหรัฐ” เน้นกลุ่ม ‘High Quality’ และกลุ่ม  ‘Defensive Growth’ เช่น Healthcare หลังเงินเฟ้อสหรัฐใกล้ผ่านจุดสูงสุด คาดสิ้นปีนี้ดอกเบี้ยนโยบาย Fed จะอยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% ส่วนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ Valuation หุ้นอยู่ในระดับน่าสนใจ และประเมินว่าโอกาสที่สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรงยังมีไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐในไตรมาส 2 สะท้อนความสามารถในการจัดการต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นได้ โดยผลประกอบการของ บจ. ในหุ้น S&P 500 โดยเฉลี่ยออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ทั้งรายได้ อัตราการทำกำไร และกำไรสุทธิ โดย 90% ของ บจ. ใน S&P 500 ที่รายงานแล้ว จำนวน 75% มี Earnings Surprise +4.1% และ +8.8%YoY ทำให้คาดว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งหลังของปียังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง



(กำพล อดิเรกสมบัติ)



“ทั้งนี้ มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น และถือว่าเหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมลงทุน โดย Forward P/E ของ S&P 500 ปรับลดลงมาค่อนข้างมากจากช่วงต้นปี โดยขนาดการลดลงของ P/E ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยการลดลงของ P/E ในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจถดถอยในอดีต ดังนั้นความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นสหรัฐจึงมีค่อนข้างจำกัด และ Valuation มีโอกาสที่จะทยอยฟื้นตัวขึ้นต่อตาม Bond Yield สหรัฐอายุ 10 ปี ที่มีแนวโน้มพักฐานและทยอยลดลง หลัง Fed มีแนวโน้มทยอยปรับลดท่าทีในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดลง”


ทั้งหมดนี้ก็คือ “5 ธีมหุ้น” ที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ากำไรยังเติบโตได้แข็งแกร่ง ในท่ามกลางเงิน เฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอตัว โดยจังหวะที่ “ตลาดย่อ” ก็ทยอยสะสมเพื่อหวังผลในระยะยาวเป็นสำคัญ

โต๊ะกองทุน Wealthythai