อุ๊ย!! “ผลตอบแทน” ไม่ได้ขึ้นกับ “ขนาดกองทุน”... เลือกลงทุนทุกครั้ง เจาะจง “นโยบายลงทุน” !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องดูเรื่องของ “ขนาดกองทุน” กับ “ผลตอบแทน” ที่ทำได้กันบ้าง?
บางคนก็บอก “กองขนาดใหญ่” ดี มีการประหยัดต่อขนาด แต่บางคนก็แย้งว่า “กองขนาดเล็ก” ซิดี คล่องตัวในการลงทุนแบบที่กองขนาดใหญ่ทำไม่ได้
แต่จากการสำรวจข้อมูลของทีมงาน ‘Wealthythai’ ในกลุ่ม “กองหุ้นไทย” พบว่า กองที่มี ‘ขนาดใหญ่สุด’ และ ‘ขนาดเล็กสุด’ 5 อันดับแรก มีผลงานไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญแต่ประการใด !!!
โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ที่ทำได้เฉลี่ย -2.27% และ -2.48% ตามลำดับ (SET TRI +0.49%) เช่นเดียวกับผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีทำได้เฉลี่ย +1.49% และ +3.08% ตามลำดับ (SET TRI +5.70%) ดังปรากฏในข้อมูลที่ได้รวบรวมมาในครั้งนี้

“กองทุน” บางนโยบายการลงทุน...อาจมี “การจำกัดขนาด” เอาไว้-เพื่อประสิทธิภาพในการบริหาร
จากการสำรวจของทีมงาน ‘Wealthythai’ ในกลุ่ม “กองหุ้นไทย” พบว่า มีขนาดโดยเฉลี่ย 1,404 ล้านบาท เท่านั้น เรื่องของ “ขนาดกองทุน” กับ “ผลตอบแทน” นั้นๆ เป็นเรื่องมองต่างมุมที่ยังมีปรากฎเป็นหัวข้อสนทนาของนักลงทุนอยู่เรื่อยมา
แม้บางคนอาจมองว่า “กองทุนขนาดใหญ่” จะได้เปรียบเรื่องความประหยัดต่อขนาดแต่ก็มี “ข้อเสีย” ต้องลงทุนหุ้นเยอะตัว หุ้นก็หุ้นใหญ่ที่ไม่ใช่หุ้นซิ่ง โอกาสจะทำผลตอบแทนดีๆ ทำได้ยากกว่า ในขณะที่บางคนมองว่า “กองทุนขนาดเล็ก” มีความคล่องตัว สามารถจะเลือกลงทุนในหุ้นไซด์เล็กที่กองขนาดใหญ่ทำไม่ได้ ซื้อง่าย-ขายคล่องเข้าออกได้เร็วกว่า โอกาสทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นใหญ่จึงมีมากกว่า สรุปแล้ว ก็อาจไม่จริงเสมอไป
ในต่างประเทศ “กองหุ้น” สำหรับนโยบายลงทุนบางประเภท ก็มีการ “จำกัดขนาดกองทุน” เอาไว้ โดยให้เหตุผลในเรื่องของประสิทธิภาพในการบริหาร ในไทยเองก็เคยมีประเด็นนี้เช่นกัน อาจเพราะ Universe ของหุ้นที่จะลงทุนมีจำนวนไม่มาก มีขนาดไม่ใหญ่ มีสภาพคล่องน้อย เป็นต้น
ในอดีตสำหรับ “กองหุ้นไทย” บางประเภท เช่น “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ที่เคยโตเร็วมาก จนในที่สุดต้อง “จำกัดขนาดกองทุน” เช่นเดียวกัน ซึ่งเหตุผลก็ไม่ต่างอะไรกัน
“ทั้งนี้ จะเห็นว่า นั่นถูกจำกัดมาจากเรื่องของ ‘นโยบายการลงทุน’ ของกองทุนนั้นๆ เป็นหลัก แต่ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของ ‘ขนาด’ กันเพียวๆ อาจจะไม่ได้เป็นประเด็นที่มีต่อเรื่องของผลงานกองทุนเท่าไรนัก”

“ขนาดกองทุน” ไม่ใช่ตัวกำหนดผลตอบแทน...แต่เป็น “นโยบายลงทุน”
ซึ่งจากการสำรวจข้อมูล “กองหุ้นไทย” ที่มีขนาดใหญ่สุดและเล็กสุด 5 อันดับแรก ก็สะท้อนภาพนั้นเช่นกัน โดยทั้ง 10 กองทุนนี้ 9 กอง อยู่ในกลุ่ม “กองหุ้นทั่วไป” ที่ไม่มีข้อจำกัดในการลงทุนสามารถลงทุนหุ้นได้ทุกขนาดทั้ง SET และ mai มีเพียง KFLTFDIV ที่อยู่ในกลุ่ม “กองหุ้นขนาดใหญ่” ที่เน้นลงทุนในหุ้นดัชนีSET50 เป็นสำคัญ
โดย Big5 “กองหุ้นไทย” ที่มีขนาดใหญ่สุด 5 อันดับแรกมีขนาดเฉลี่ยต่อกอง 30,705 ล้านบาท ในขณะที่ Small5 มีขนาดเฉลี่ย 13,865 บาท
“แม้ขนาดจะต่างกันค่อนข้างมาก แต่หน้าตาหุ้นในพอร์ตที่ลงทุนของกองหุ้นไทยทั้ง 2 กลุ่มที่มีขนาดต่างกัน ก็คล้ายๆ กันเป็นหุ้นชั้นนำในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น AOT, PTT, PTTEP, ADVANC, KBANK, SCB, GULF เป็นต้น จะมีหุ้นที่แตกต่างบ้างในบางพอร์ต นั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานของ ‘กองหุ้นขนาดใหญ่’ และ ‘กองหุ้นขนาดเล็ก’ ไม่ได้แตกต่างกันแต่ประการใด”
และ “กองหุ้นไทย” ขนาดเล็ก ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากบลจ.ขนาดเล็กแต่ประการใด
ถ้า “นโยบายลงทุนเหมือนกัน” จะเป็น ‘กองขนาดใหญ่’ หรือ ‘กองขนาดเล็ก’ ผลตอบแทนก็ดูจะไม่ต่างกันแต่ประการใด ดังนั้น ถ้าจะเลือกลงทุนกองทุนไหน ให้สนใจเรื่องของ “นโยบายลงทุน” เป็นหลักจะดีกว่า เพราะนั่นจะเป็นปัจจัยที่จะนำมาซึ่งผลตอบแทนของกองทุนในอนาคตนั่นเอง
