รู้ยัง? “NAV” จะ ‘มาก’ หรือ ‘น้อย’ ไม่ได้บอก ‘ถูก-แพง’... เรื่อง “ผลตอบแทน” ให้โฟกัส “นโยบายลงทุน” !!!
สาระ Fund วันละนิด: หนึ่งในเรื่อง “เข้าใจผิด” ในหมู่นักลงทุน “สายกองทุนรวม” ก็คือประเด็นในเรื่องของ “มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย” (NAV) นั่นเอง
เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยติดกับดักตัวเลข NAV นี้มาแล้วเช่นกัน เวลาจะลงทุนพอเห็นตัวเลข NAV ก็จะไปมองในลักษณะของ “ถูก” หรือ “แพง” ไปก่อนแล้ว (ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย)
และนั่นทำให้หลายคน “พลาดโอกาสที่ดี” ในการลงทุนไปอันสืบเนื่องจาก “ความเข้าใจผิด” เรื่องของ NAV นี่เอง !!!
เพื่อให้เห็นภาพ ทางทีมงาน ‘Wealthythai’ ได้สำรวจผลงานกลุ่ม “กองหุ้นไทย” ที่ ‘ดีสุด’ และ ‘แย่สุด’ 5 อันดับแรก ในช่วง 8 เดือนนี้มาให้เห็นกันจะๆ ซึ่งสามารถดูผ่านข้อมูลที่รวบรวมพร้อมกันได้เลย

Top5 “กองหุ้นไทย” NAV เฉลี่ย 23.54 บ./หน่วย ผลตอบแทน +7.23%...ส่วน “Bottom5” NAV เฉลี่ย 15.29 บ./หน่วย ผลงานติดลบ -9.38%
โดยการสำรวจนี้ (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนย่อยที่มีกองทุนหลักเหมือนกัน) จะพบว่า Top5 “กองหุ้นไทย” ที่มีผลงาน ‘ดีสุด’ 5 อันดับแรกนั้น มี NAV เฉลี่ย 23.54 บาทต่อหน่วย ทำผลตอบแทนช่วง 8 เดือนแรกได้เฉลี่ย +7.23% ชนะ SET TRI ที่ +1.06%
ในขณะที่ Bottom5 “กองหุ้นไทย” ที่มีผลงาน ‘แย่สุด’ 5 อันดับแรกนั้น มี NAV เฉลี่ย 15.29 บาท/หน่วย ทำผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -9.38%
“จะเห็นได้ชัดเจนว่า NAV ‘มาก’ หรือ ‘น้อย’ ไม่ได้สะท้อนถึงเรื่องของ ‘ผลตอบแทน’ ที่กองทุนนั้นๆ ทำได้แต่ประการใด กองทุนที่ NAV มาก ก็สามารถทำผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนได้ เช่นกันกองทุน NAV ต่ำกว่า 10 บาท ก็มีผลตอบแทนที่แย่ได้เช่นกัน เพราะเบื้องหลังผลตอบแทนเป็นผลจาก ‘พอร์ตการลงทุน’ ตามนโยบายลงทุนของกองทุนนั้นๆ เป็นสำคัญนั่นเอง”
จะเห็นว่า “กองหุ้นไทย” ที่มีผลงานแตกต่างกันนั้น “หุ้นในพอร์ต” จะแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้เกาะกลุ่มกันมาแต่ประการใด โดยแชมป์ผลงาน ‘ดีสุด’ ช่วง 8 เดือนแรก ได้แก่ TISCOWB-A ทำได้ +9.15% ในขณะที่ผลงาน ‘แย่สุด’ ได้แก่ B-SM-RMF ผลตอบแทนติดลบ -11.73%
กองทุน “NAV ต่างกัน” แต่ “ผลตอบแทนเท่ากัน”...ลงทุนกองไหนก็ไม่ต่างกัน
ย้อนมาดูผลงานของ “กองหุ้นไทย” ที่ดีสุดและแย่สุด 5 อันดับแรกกันบ้าง จะพบว่า แม้จะเป็นกองหุ้น ‘ประเภทเดียวกัน’ แต่เลือกลงทุนใน ‘หุ้นที่แตกต่างกัน’ ผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างกันได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น นักลงทุนควรสนใจใน “นโยบายลงทุน” ตลอดจนเข้าไปดูไส้ในพอร์ตที่กองทุนลงทุนด้วยเช่นกัน เพราะนี่จะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนในอนาคตของกองทุนนั่นเอง (จะ ‘กำไร’ หรือ ‘ขาดทุน’ ก็ได้ทั้งนั้น)
ส่วน NAV ถ้าคุณใช้เงิน 10,000 บาท ลงทุนในกองทุนที่มี NAV ต่างกัน ก็จะต่างกันแค่เรื่อง “จำนวนหน่วย” ที่ได้เท่านั้น ส่วนผลตอบแทนขึ้นกับ “ฝีมือในการลงทุน” ถ้าทั้ง 2 กองทุนที่ NAV ต่างกัน มีผลตอบแทนเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะลงทุนกองทุนไหน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ผลตอบแทนที่ได้ “ก็ไม่ได้แตกต่างกัน” แต่ประการใด

ตัวอย่าง: กองทุน A มี NAV 100 บาท เงินลงทุน 10,000 บาท คุณได้ 100 หน่วย กองทุน B มี NAV 10 บาท คุณได้ 1,000 หน่วย ผ่านไป 1 ปี ทั้ง 2 กองทุนทำผลตอบแทนได้ 10% เท่ากัน NAV กองทุน A เพิ่มเป็น 110 บาท ส่วนกองทุน B เพิ่มเป็น 11 บาท
“คุณก็จะได้กำไรจากกองทุน A = 1,000 บาท (10*100 หน่วย) ซึ่งเท่ากันกับ กองทุน B ก็ = 1,000 บาท (1*1,000 หน่วย) เช่นเดียวกัน ดังนั้น สนใจแค่ว่าในอนาคตผ่านไป 1 ปี หรือ 3 ปี ขอให้ NAV มันสูงกว่าตอนที่คุณลงทุนวันแรกก็เพียงพอแล้วล่ะ”
แล้วตัว “NAV” บอกอะไร?...
ทิ้งท้ายเป็นข้อมูลสำหรับ “มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ” (Net Asset Value : NAV) ของกองทุน จะแสดงมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของกองทนรวม ตลอดจนผลประโยชน์ตางๆ ที่กองทนรวมได้รับจากการลงทุน ณ เวลาขณะใดขณะหนึ่ง (ขึ้นกับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ) หักออกด้วยค่าใชจ่ายและหนี้สินของกองทนรวมนั้นน
“โดยปกตแล้วจะทำการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทนตาม ‘ราคาตลาด’ (Mark to Market) ในแต่ละวัน เพื่อสะท้อนถึงมูลค่าที่เป็นจริงตามสภาวะตลาดที่ได้เปลี่ยนแปลงไป และมักแสดงในรูปของ ‘มูลค่าต่อหน่วยลงทน” โดยเอาราคา NAV มาหารด้วยจำนวนหน่วยลงทุนที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดนั่นเอง”
ใครที่ “เข้าใจผิด” อยู่...หวังว่าจะกลับมาสู่ “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” ได้ เลือกลงทุนแบบ “ไม่สนใจ NAV” แต่ให้โฟกัสที่ตัว “นโยบายการลงทุน” ของกองทุนนั้นๆ เป็นสำคัญ ตลอดจนสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆ ไปลงทุนเพราะนั่นจะเป็นตัวที่สร้าง “ผลตอบแทน” คืนกลับมาให้กับผู้ถือหน่วยในกองทุนรวมนั่นเอง
