เตือน!! “หุ้นสหรัฐ” ลงเยอะแต่ ‘ยังไม่เจอก้นเหว’-ยังดิ่งได้อีก... คาด FED “ไม่กลับทิศดอกเบี้ย” สู่ขาลงถึงกลางปีหน้า
Fun of Funds: ไม่มีแทงกั๊ก ชัดๆ ไปเลยว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) จะยังขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อสยบเงินเฟ้อให้ได้เป็นภารกิจหลัก แม้หลายฝ่ายเชื่อว่าตัวเลขน่าจะ “ผ่านจุดพีค” ไปแล้วก็ตาม
“ตลาดหุ้นสหรัฐ” ตอบรับในเชิงลบทันที จนนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบันออกมาส่งเสียงเตือนแบบ “ประสานเสียง” ว่า ยังไม่ถึงก้นเหว ยังไม่ถึง ‘จุดต่ำสุด’ และหุ้นสหรัฐพร้อมจะดิ่งได้อีก
แม้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ดัชนี S&P500 จะดิ่งนรกมาแล้ว -16.48% ก็ตาม!!!
เล่นเอากลุ่ม “กองหุ้นสหรัฐ” ลืมตาอ้าปากกันไม่ได้กลับมาแดงเดือดยกกระดานอีกครั้ง โชว์ผลงานบาดตาเซียนติดลบตั้งแต่ -52.70% ถึง -1.57%
จึงทำให้กลยุทธ์และวิธีการรับมือให้แก่พอร์ตลงทุนก็ยังคงสิ่งที่นักลงทุนหลายๆ คนต้องมีการ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้นำมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศอย่าง “สหรัฐฯ” มาฝากให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“เงินเฟ้อสหรัฐ”

คาด FED “ยังไม่ลดดอกเบี้ย” จนถึงกลางปีหน้า...เหตุ “เงินเฟ้อ” ทรงตัวสูงไม่ลงเร็ว
แม้ว่าในปี 2565 ระยะเวลาจะผ่านพ้นมาหลายต่อหลายเดือนจนใกล้เข้าสู่สิ้นปีภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ปัจจัยที่เป็นความท้าทายแก่นักลงทุนที่ต้องเผชิญในตลาดทุนหรือหุ้นก็ยังไม่ได้หมดไปตามกาลเวลา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวเลข “เงินเฟ้อ” ที่ยังหา ‘จุดสุดสิ้น’ หรือ ‘จุดพีค’ ยังไม่ได้ นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และอีกหลายแห่งทั่วโลกที่ยังต้องเร่ง “อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น” อย่างต่อเนื่อง
โดย “มทินา วัชรวราทร” Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ให้มุมมองถึงปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนอย่างนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่จะขึ้นไปถึง 3.5% ท่าทีของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” (FED) จะยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลดดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นต่อหากเงินเฟ้อยังคงสูงอยู่และเศรษฐกิจไม่ถดถอยรุนแรง
(มทินา วัชรวราทร)
“แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจะยังคง ‘ไม่เห็นการปรับลด’ นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีหน้าหรือเดือนมิถุนายนปี 2566 เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้ขึ้นจากซัพพลายเชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากภาคบริการและค่าเช่าที่อยู่อาศัยของทางฝั่งสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวลงได้ยาก จึงทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้ปรับลงมาเร็วอย่างที่คาดไว้”
“หุ้นสหรัฐ” ยังมีดาวน์ไซด์...ปัจจุบันราคาไม่ถูก-มีโอกาสเจอ “หั่นกำไรบจ.ลง” กดดันตลาดได้
ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวอาจมีผลกระทบ “เชิงลบ” หรือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ “ตลาดเกิดดาวน์ไซด์” ได้อีกครั้ง หลังจากที่ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาตลาดได้ทำการแรลลี่ขึ้นมาโดยมีหุ้น “กลุ่มเทคโนโลยี” เป็นผู้นำ โดยหากเงินเฟ้อยังสูงคาดการณ์ P/E ของตลาดในระดับที่เหมาะสมจะอยู่ที่ราว 15-16 เท่า จากปัจจุบันที่ Forward P/E ของ S&P 500 ที่ขึ้นมาอยู่ที่ 18 เท่า
ในด้านกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด S&P 500 ตัวเลขของการประกาศกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาในไตรมาสล่าสุดหรือ 2/65 ยังคงเติบโตได้ แต่สัญญาณของผู้บริโภคเริ่มบริโภคน้อยลงในกลุ่มสินค้าไอที สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าฟุ่มเฟือย จึงเป็นความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกปรับกำไรลงและกดดันดัชนี

(ที่มา: Google Finance)
“ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพึ่งเริ่มต้นขึ้น ฉะนั้นตลาดยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงแต่ในวิกฤตก็อาจจะมีโอกาส เนื่องจากไม่ใช่ทุกบริษัทที่กำไรจะออกมาไม่ดีและจะช่วยให้เห็นถึงคุณภาพของบริษัทว่าใครเก่งใครไม่เก่ง อย่างเช่น AMAZON ที่ประกาศกำไรออกมาดีกว่าตลาดคาดและราคาหุ้นก็ค่อนข้างถูก หรือ STARBUCKS เองก็สามารถปรับราคาขายสินค้าขึ้นได้” มทินา กล่าวเพิ่มเติม
ให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐเป็น “Neutral”…พร้อมแนะกลยุทธ์ Barbell เน้น ‘หุ้นเฮลธ์แคร์’ และหาจังหวะลงทุน ‘หุ้นเทคฯ’
สำหรับการลงทุนใน “หุ้นสหรัฐฯ” ตอนนี้ตลาดอยู่ในช่วง Bull Flattening (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง โดยพันธบัตรอายุสั้นลดลงเร็วกว่าพันธบัตรอายุยาว) และจะเข้าสู่ Bull Steepening (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง โดยพันธบัตรอายุยาวลดลงเร็วกว่าพันธบัตรอายุสั้น) ในปีหน้า
“ซึ่งทางบริษัทจึงได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น ‘neutral’ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีก็จะเป็น กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มเฮลธ์แคร์ แต่อยากแนะนำให้นักลงทุนจัดเป็น ‘Barbell’ เป็นรายอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยลงทุนในกลุ่มทนทานอย่าง หุ้นเฮลธ์แคร์ และหาจังหวะกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ที่ปรับตัวลงมา”
แม้ภาพรวม “หุ้นสหรัฐ” อาจจะดูไม่ดีเท่าไรนัก แต่ก็ใช่ว่าจะลงทุนไม่ได้แต่ประการใด หากแต่ต้องเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง หรือปรับตัวลงมามากจนเริ่มน่าสนใจเพื่อลงทุนเท่านั้นเอง ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าจะปรับใช้ได้ดีก็คือ กลยุทธ์แบบ Barbell ที่ข้างหนึ่งเน้นปลอดภัยอย่าง ‘หุ้นเฮลธ์แคร์’ ในขณะที่อีกข้างก็ไม่พลาดโอกาสในการลงทุนกับการจับจังหวะลงทุนใน ‘หุ้นเทคฯ’ นั่นเอง
