“อินเดีย” ศก.ฟื้นตัวเร็วและยังโตต่อได้...การให้ความสำคัญกับ ‘เทคโนโลยี’ ทำให้ “ตลาดหุ้น” น่าสนใจกว่าตลาดหุ้นอื่น !!!
หลังจากสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น จากการพัฒนาของวัคซีนต้านไวรัสที่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องจนมาถึงขั้นตอนที่บางประเทศได้เริ่มมีการฉีดให้แก่ประชากรได้บางส่วนแล้วนั้น
ในมุมมองต่อเศรษฐกิจและการลงทุน จึงถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงความน่าสนใจในประเทศและตลาดทุนของประเทศด้วยเช่นกัน
เพราะสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 ได้ส่งผลไปยังธุรกิจทั่วโลกให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนจากนักลงทุนมากขึ้น จากก่อนหน้าที่นักลงทุนไม่ได้ความสนใจมากนักในช่วงที่ผ่านมา อย่างหุ้น ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ ที่นักลงทุนให้การตอบรับอย่างล้นหลาม
แต่ถ้าพูดถึงความสนใจในภาพรวม คงไม่พูดถึง “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ไม่ได้เพราะตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนได้เริ่มกลับมาให้ความสนใจตลาดดังกล่าวเป็นอย่างมาก สะท้อนจากฟันด์โฟลด์ต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งหากพูดตลาดหุ้นเกิดใหม่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘จีน’ และ ‘อินเดีย’ ถือเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคนี้ ที่มีเศรษฐกิจใหญ่และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผลตอบแทนจะดูโดดเด่นที่สุดในตลาด ทำให้นักลงทุนหลายคนเกิดความสงสัย ว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ตลาดท็อปฟอร์มเป็นอันดับต้นๆ
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอถือโอกาสนำเสนอมุมมองพร้อมกับคำแนะนำการลงทุนเกี่ยวกับ “ตลาดหุ้นอินเดีย” จากผู้เชี่ยวชาญในสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้
“อินเดีย”...หนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วและกลับมาเติบโตได้ดีกว่า
“ตลาดหุ้นอินเดีย” เป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่บลจ.ไทยมีการตั้งกองทุนไปลงทุนกัน จากเมื่อ 5 ปีก่อนมีเพียง 6 กองทุน สิ้นปี63 มีอยู่ 23 กองทุน มูลค่ารวมกันกว่า 6,962 ล้านบาท โดยมีการออกมามากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตของอินเดีย ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้คู่กันกับ ‘จีน’ เลยทีเดียว
“ในปี63 ที่ผ่านมา ‘กองหุ้นอินเดีย’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.54% ฝ่าวิกฤติ CIVID-19 ย้อนหลัง 3 ปี ติดลบ -1.26% ต่อปี และย้อนหลัง 5 ปี +6.10% ต่อปี และตลาดคาดว่าในปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน”
โดย “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ.แอสเซท พลัส จำกัด มองว่า “ตลาดหุ้นอินเดีย” ถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่น่าสนใจ ด้วยคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ในปี 64 จะสามารถเติบโตได้ 9-10% ซึ่งถือเป็นไม่กี่ประเทศที่ได้รับผลกระทบในระยะเวลาสั้นๆ และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ COVID-19
การให้ความสำคัญกับ ‘เทคโนโลยี’…ทำให้ “ตลาดหุ้นอินเดีย” ดูน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นอื่น
อีกหนึ่งความน่าสนใจของตลาดหุ้นอินเดียที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นไทยนั้น อินเดียถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญกับ ‘เทคโนโลยี-ไอที’ ที่แตกต่างจากตลาดหุ้นไทยที่ให้ความสำคัญกับ “Old Economy” อย่างรถยนต์น้ำมัน ซึ่งแม้อินเดียจะมีการผลิตอยู่บ้าง แต่ก็ได้นำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นในระยะยาวจึงเป็นตลาดที่ควรมีติดพอร์ตไว้
“ระยะยาว” เศรษฐกิจอินเดียยังโตต่อได้...รับปัจจัยหนุนการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการ
โดยระยะยาวอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจก็ยังไปได้ดี ด้วยโครงสร้างประชากรและจำนวนประชากรค่อนข้างเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งต่อให้มีสถานการณ์ COVID-19 อีกหรือมีสถานการณ์ใหม่ๆ เข้ามา ก็จะกดดันเศรษฐกิจแค่ในระยะสั้นๆ เท่านั้นและฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ขณะเดียวกันยังได้รับปัจจัยสนับสนุนอย่างการเพิ่มน้ำหนักหรือเป็นตัวเลือกในการตั้งฐานการผลิตของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม หลังจากประเทศ ‘จีน’ ได้เจอกับสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลกที่ตั้งฐานการผลิตในจีนเกิดความกังวลเกี่ยวกับซัพพลายเชนที่ได้เกิดปัญหาในช่วงดังกล่าว”
จึงมีผู้ประกอบการเริ่มส่งสัญญาณในการกระจายฐานการผลิต ทำให้อินเดียเป็นประเทศอันดับแรกที่ถูกเลือกในการจัดตั้งฐานการผลิตใหม่ เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สูงมากนักและจำนวนแรงงานที่ยังเยอะ ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรมีรายได้ขึ้นเพิ่ม มีการบริโภคมากขึ้น และผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
หากสนใจ “ตลาดหุ้นเกิดใหม่”...แนะควรมีสัดส่วน ‘หุ้นอินเดีย’ ใกล้เคียง ‘หุ้นจีน’
สำหรับคำแนะนำการลงทุนหากนักลงทุนที่มีสนใจจะลงทุนใน “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ก็อยากให้น้ำหนักกับ ‘ตลาดหุ้นจีน’ ราว 30-40%, ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ ในระดับที่ใกล้กันหรือลดลงมาเหลือราว 20-30% ซึ่งสัดส่วนที่น้อยกว่าจีน เพราะว่าจีนยังถือเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีการเติบโตที่ดีกว่า ส่วนที่เหลือเป็น ‘ตลาด หุ้นเวียดนาม’
อย่างไรก็ดีสัดส่วนการลงทุนดังกล่าว สามารถปรับได้ตามลำดับความชอบส่วนบุคคลหรือให้น้ำหนักตามขนาดของตลาด เนื่องจากในบางสถานการณ์ที่เกิดปัจจัยกดดันต่อตลาด ก็อาจทำให้ตลาดขนาดเล็กปรับตัวลงเยอะกว่าตลาดขนาดใหญ่
“สำหรับใครที่มองหาโอกาสการลงทุนใน ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่’ หรืออยากกระจายการลงทุนจากตลาด ‘หุ้นจีน’ ที่เป็นตลาดใหญ่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ตลาด ‘หุ้นอินเดีย’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยพื้นฐานของเศรษฐกิจที่เติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาวและอัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ”
