“หุ้นไซส์เล็ก” จี๊ดจ๊าด...ดัน “ดัชนี mai” วิ่งสวนตลาดตั้งแต่ต้นปีบวกไป +10.26%... ส่ง “KT-mai” ผงาดคว้าแชม์กลุ่ม ‘กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ +8.49% ส่วน “B-SM-RMF” แย่สุด -15.78% !!!
Fun of Funds: นอกจาก “กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่” ของตลาดหุ้นไทยที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน “กลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็ก” ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับความนิยมชมชอบจากนักลงทุนด้วยไม่แพ้กัน
ด้วยศักยภาพในการเติบโตของบริษัทและขีดความสามารถในการขยายทางธุรกิจที่ทำได้อย่างโดดเด่น จึงทำให้สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เป็นอย่างดี
ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 7 ต.ค. 22) ในขณะที่ดัชนีหุ้นไทย -4.70% นั้น ดัชนี mai กลับโชว์ผลตอบแทนเป็นบวก +10.26% ส่วนดัชนี SET50 ซึ่งเป็นตัวแทนหุ้นขนาดใหญ่ -4.47% และดัชนี sSET ซึ่งเป็นตัวแทนหุ้นขนาดเล็ก -8.15%
ทำให้ผลตอบแทนของกลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” มีความหลากหลายเช่นเดียวกันตั้งแต่ -15.78% ถึง +8.49% หรือต่างกันอยู่ 24.27% เลยทีเดียว !!!
อย่างไรก็ตาม “เศรษฐกิจไทย” เป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังมีการเติบโตในปีนี้และปีหน้า แม้จะไม่สูงนักก็ตาม แต่ก็เป็นสัญญาณเชิงบวกและน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน
แต่ด้วยภาวะ “ตลาดหุ้นไทย” ในปีนี้ที่ค่อนข้างมีความผันผวนและปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าตลาดเพื่อนบ้าน จึงอาจมีนักลงทุนตั้งข้อสงสัยว่าผลตอบแทนจะมีทิศทางเป็นเช่นไร?
ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอความเคลื่อนไหวของ “กองทุนรวมหุ้นขนาดกลางและเล็ก” มาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
การเคลื่อนไหวของ “ดัชนีหุ้นไทย” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน

(ที่มา: www.setsmart.com, ข้อมูล ณ วันที่ 7 ต.ค. 22)
Top3 “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” โชว์ผลงาน 9 เดือนแรกบวกสวนตลาด 4.27 – 8.49%...ด้าน “KT-mai” แชมป์ผลงานดีสุดในกลุ่ม
โดย “กองทุนรวมหุ้นขนาดกลางและเล็ก” ในอุตสาหกรรมมีให้นักลงทุนไทยเข้ามาเฟ้นหาผลตอบแทนกันถึง 130 กอง ซึ่งความเคลื่อนไหวของผลการดำเนินก็มีทั้งบวกและลบ ฉะนั้นเราจะขอหยิบยกกองทุนที่มีผลงาน “โดดเด่นที่สุด” และ “แย่ที่สุด” 3 อันดับมาให้ดูกัน
เริ่มกันที่กองทุนรวม 3 อันดับแรกที่มีผลงาน “โดดเด่นที่สุด” อย่าง “กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น เอ็ม เอ ไอ” หรือ “KT-mai” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้ +8.49% ที่จะพานักลงทุนไปเปิดโอกาสลงทุนและสร้างผลตอบแทน ด้วยนโยบายการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอไอ (mai) เป็นหลัก ซึ่งเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นจะเข้าลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่ดีในอนาคต
ต่อมาเป็น “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมอล-มิดแค็พ” หรือ “ABSM” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ +4.39% ที่มีนโยบายลงทุนทั้งในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) โดยมีเป้าหมายการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวในหุ้นของบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้ระดับราคาที่เหมาะสม
และ “กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4” หรือ “BBASIC” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ +4.27% ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเฉพาะกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีที่มีราคาต่ำกว่า Intrinsic Value หรือมีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูง

Bottom3 “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ผลงาน 9 เดือนแรกติดลบ -11.38% ถึง -15.78%...“B-SM-RMF” ผลงานแย่สุดในกลุ่ม
ในฝั่งของกองทุนรวมที่มีผลงาน “ยอดแย่ที่สุด” 3 อันดับแรก เริ่มกันที่ “กองทุนเปิดบัวหลวง Small-Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ “B-SM-RMF” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันติดลบ -15.78% ที่จะเข้าลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจทางธุรกิจ และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ถัดมา “กองทุนเปิด ทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้ ชนิดหน่วยลงทุน A” หรือ “TISCOMS-A” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -11.95% เข้าลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ
สุดท้าย “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสกำไรปันผล” หรือ “ASP-GDF” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -11.38% ที่จะพานักลงทุนไปหาโอกาสการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ผสมผสานทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลางและเล็ก ซึ่งเน้นจับจังหวะการลงทุนตามภาวะตลาดและมีนโยบายในการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่เกินปีละ 12 ครั้ง
“หุ้นขนาดกลางและเล็กของไทย ก็เป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างดี เพียงแต่ผู้ลงทุนจะต้องจับจังหวะการลงทุนและคัดเลือกหุ้นให้เหมาะสมเพื่อขีดความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง และใครที่ไม่สะดวกจะลงทุนด้วยตัวเอง ก็สามารถเข้าถึงการลงทุนโดยผ่าน ‘กองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ ได้เช่นกัน”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
