ส่องชะตา 2 ยักษ์ใหญ่ “กองทุนโทรคมนาคม” ท่ามกลาง ‘มรสุมข่าว’... “DIF” มีดีที่พื้นฐานยังแกร่ง-ส่วน “JASIF” ไม่สดใสคาด ‘อัตราปันผล’ ลดลง !!!
Fun of Funds: “ธุรกิจโทรคมนาคม” หรือ “การสื่อสาร” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีมูลค่าหรือใช้งบการลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจและขยายการเติบโตของธุรกิจในแต่ละปีเป็นอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม
ซึ่งทำให้มีความจำเป็นในการระดมทุนกระจายผ่านรูปแบบหรือเครื่องมือในตลาดที่หลากหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือการจัดตั้ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” ที่ไม่เพียงเป็นแหล่งระดมทุนที่ดี
แต่ยังช่วยเพิ่ม “โอกาสการลงทุน” ให้นักลงทุนสามารถเข้ามาสร้างผลตอบแทนทั้งในรูปของ “Capital Gain” และ “เงินปันผล” ได้อีกทางหนึ่งด้วย
โดยหากพูดถึงกองทุนกลุ่มดังกล่าวก็คงไม่นักลงทุนคนไหนไม่รู้จัก 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล” หรือ “DIF” และ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน” หรือ “JASIF” ที่กำลังเป็นข่าวตามหน้าสื่อต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 12 ต.ค. 22) ราคา DIF และ JASIF ก็ปรับตัวลง -2.88% และ -22.33% ตามลำดับ เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีกลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (PF&REIT) และดัชนีกลุ่ม ICT ที่ดิ่งลง -11.76% และ -15.39% ตามลำดับเช่นเดียวกัน
จนทำให้ “อัตราเงินปันผล12 เดือนล่าสุด” ของ DIF และ JASIF ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 7.72% และ 11.63% ตามลำดับ ในปัจจุบัน ซึ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับทั้ง 2 กองทุนไม่น้อยเลยทีเดียว
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลของ 2 กองทุนดังกล่าวและมุมมองการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจ
การเคลื่อนไหวของดัชนี “SET-PF&REIT-ICT” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน

หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 12 ต.ค. 22
(ที่มา: www.setsmart.com)
มอง “DIF” ผลตอบแทนยังแข็งแกร่ง...ควบรวม “TRUE-DTAC” คาดตลาดตอบรับ ‘เชิงบวก’-แนะ “ซื้อ”
เริ่มกันที่ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล” หรือ “DIF” ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิในการรับประโยชน์เสาโทรคมนาคมของ ‘กลุ่มบริษัท TRUE’ ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 223,426,557,112 บาท (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2565) ในส่วนของ “อัตราเงินปันผลตอบแทน” อยู่ที่ 7.73% (ณ วันที่ 12 ต.ค. 2565)
โดยคำแนะนำจาก “บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)” ได้ให้คำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 14.80 บาท เนื่องจากจากผลตอบแทนหลังหักภาษีที่ยังดูแข็งแกร่งที่ 7% ตั้งแต่ปี 66 เป็นต้นไปและอายุสัญญาเช่าที่ถ่วงน้ำหนักรายได้เฉลี่ย 17 ปีซึ่งนานกว่า JASIF ที่ 15 ปี บนสมมุติฐานว่าข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงสัญญาของ ADVANC มีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 66
“คาดการณ์เงินปันผลต่อหุ้นของเราสะท้อน IRR ของ DIF ที่ 8.8% และ 4.8% สำหรับ JASIF โดยประมาณการของ JASIF ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ADVANC เสนอเปลี่ยนแปลงสัญญาเช่า (เช่น ลดค่าเช่ารายปีลง 31% และจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 3 พันล้านบาท) และ ADVANC ยุติการเช่าไฟเบอร์จาก JASIF ภายในสิ้นปี 2580”
ซึ่งหาก ADVANC ล้มเหลวในการซื้อ TTTBB (สัดส่วนการถือหุ้น 100%) และ JASIF (สัดส่วนการถือหุ้น 19%) จาก JAS และสัญญาเช่าของ JASIF ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราประเมิน IRR สำหรับ JASIF ที่ 4.5-7.2%
“ส่วน ‘การยกเว้นภาษี 10 ปี’ สำหรับรายได้เงินปันผลของผู้ถือหน่วยลงทุน DIF จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 นี้ทำให้นักลงทุนต้องเริ่มจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับเงินปันผล (อัตราภาษีเดียวกับเงินปันผลจากหุ้นสามัญ) ส่งผลให้ DPS ไตรมาส 4/65 จะถูกเรียกเก็บภาษีและอัตราเงินปันผลตอบแทนหลังหักภาษีปี 66 น่าจะอยู่ที่ 7.0%”
สำหรับกรณีการควบรวมกิจการระหว่าง “TRUE” กับ “DTAC” เชื่อว่ามีโอกาสที่นักลงทุนของ “DIF” จะตอบรับความรู้สึก “เชิงบวก” ได้ เนื่องจากงบดุลที่แข็งแกร่งของบริษัทใหม่น่าจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความสามารถในการจ่ายค่าเช่าให้กับ DIF

คาด “JASIF” แนวโน้ม ‘อัตราปันผล’ ลดลง...ทำ “ความน่าสนใจ” ลดลง-แนะนำ “ถือ”
ส่วน “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน” หรือ “JASIF” ผู้ได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงจาก ‘บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน)’ ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 104,483,663,408 บาท (ณ วันที่ 30 ส.ค. 2565) และมี “อัตราเงินปันผลตอบแทน” อยู่ที่ 11.88% (ณ วันที่ 12 ต.ค. 2565)
โดยคำแนะนำจาก “บล.กสิกรไทย” ได้แนะนำ “ถือ” และราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 8.4 บาท เนื่องจากข้อเสนอใหม่จาก “ADVANC” และ “BBL” จะจำกัดราคาหน่วยลงทุนของ “JASIF” จากการเทขาย ในแง่ลบอัตราตอบแทนเงินปันผลที่ลดลงทำให้ความน่าสนใจน้อยลงในกลุ่มนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนในระดับสูง
“สำหรับกรณีข้อเสนอใหม่ของ ADVANC จากความคืบหน้าล่าสุดทั้งหมด ตอนนี้ความน่าจะเป็น 100% ที่ข้อตกลงจะเดินหน้าต่อ ในขณะเดียวกันเชื่อว่าสถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนคือ ADVANC จะเดินหน้าดีลต่อแม้ไม่มีส่วนลดค่าเช่าก็ตาม อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของกระแสเงินสดและเงินปันผลต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้นจากข้อเสนอใหม่ของ ADVANC บนเงื่อนไขการกู้ยืมใหม่ของ BBL นั้นแคบลงมากเมื่อเทียบกับกรณีพื้นฐาน”
ความแตกต่างระหว่างมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดและเงินปันผลต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น (DPU) จนถึงสิ้นปี 2580 (6.62 บาท) และต้นทุนการเข้าซื้อกิจการที่สนอโดย ADVANC ที่ 8.5 บาท น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงระดับ premium ที่แน่นอนและการต่ออายุสัญญาเช่าที่อาจเกิดขึ้นหลังปี 2580
“นักวิเคราะห์กลุ่มโทรคมนาคมของเราคำนวณมูลค่าเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นในระดับที่แข็งแกร่งของข้อตกลงที่ 21.2 บาทต่อหุ้น ของ ADVANC ซึ่งแบ่งเป็น 14.9 บาทจากการรวมกันของรายได้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (opex) และตัวเลขแนวทางงบลงทุน (CAPEX) 3.77 บาท จากการไม่รับประกันรายได้ และ 6.62 บาทจากมูลค่าปัจจุบันของเงินปันผลของ JASIF”
สำหรับ “กองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม” ยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 กอง ถือเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมทั้งจาก ‘นักลงทุนสถาบัน’ และ ‘รายย่อย’ ที่มองหาผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจาก “เงินปันผล” ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง ท่ามกลาง “มรสุมข่าว” ที่เข้ามากระทบในปัจจุบันก็ทำให้นักลงทุนสนใจติดตามความเคลื่อนไหวกันใกล้ชิด หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจไว้ประกอบการตัดสินใจลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
