“ดอกเบี้ยขึ้น-ดอลลาร์แข็ง” -กด “ราคาทอง” ตั้งแต่ต้นปีดิ่งแล้วกว่า -9%... แต่ “SCBGOLDE” แชมป์ ‘กองทุนทอง’ โชว์ผลตอบแทนสวนตลาด +5.50% !!!
Fun of Funds: สินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ” มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวเลือกสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงสูงๆ ในช่วงวิกฤติต่างๆ หรือในสถานการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูง ในฐานะที่เป็น “Inflation Hedge”
ถือเป็น “สินทรัพย์ทางเลือก” ที่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นต่ำ เหมาะผสมเข้ามาในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงและช่วยสร้างผลตอบแทนมีความเสถียรภาพตามไปด้วย จึงเป็นตัวสร้างบาลานซ์แก่พอร์ตลงทุนได้เป็นอย่างดี
แม้ในปีนี้การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันบ้างก็ตาม “ทองคำ” ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ที่ทำให้ความน่าสนใจลดลง “ดอลลาร์แข็ง” ยิ่งซ้ำเติมราคาทองคำ
ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 19 ต.ค. 22) ราคาร่วงลงมาแล้วกว่า -9% ทำให้กลุ่ม “กองทุนทองคำ” ผลงานเหวี่ยงพอสมควรตั้งแต่ -10.52% ถึง +5.50%
จนอาจมีนักลงทุนตั้งข้อสงสัยและคำถามขึ้นว่า “ความเคลื่อนไหว” ของผลตอบแทน “กองทุนรวมทองคำ” นั้นจะเป็นเช่นไรโดยเฉพาะในสถานการณ์ของตลาดหุ้นในปีนี้ที่ไม่สู้ดีนัก
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวผลตอบแทนของกองทุนดังกล่าวมาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจ
“ราคาทองคำ” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน

(ที่มา: tradingview.com)
Top 3 “กองทุนทองคำ” ตั้งแต่ต้นปีโชว์ผลงานเฉลี่ย 5%...“SCBGOLDE” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +5.50%
โดยในอุตสาหกรรมของ “กองทุนรวมทองคำ” ภายในประเทศมีให้นักลงทุนเลือกสรรกันถึง 50 กอง ซึ่งในแง่ของผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันก็ปะปนกันไปทั้งใน ‘แดนบวก’ และ ‘แดนลบ’ ส่วนหนึ่งขึ้นกับนโยบายลงทุนของแต่ละกอง ตลอดจนนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน
ฉะนั้นเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเราจะหยิบยกกองทุน 3 อันดับแรกที่มีผลตอบแทน ‘สูงสุด’ และ ‘ต่ำสุด’ เริ่มกันฝั่งของกองทุนที่มี “ผลตอบแทนสูงสุด” จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในหน่วยลงทุนต่างประเทศหรือกองหลักอย่าง “SPDR Gold Trust” ซึ่งเป็นกอง ETF ที่ลงทุนในทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดการให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคำในตลาด
ซึ่งด้วยนโยบายลงทุนในกองหลักเดียวกันจึงทำให้ทั้ง 3 กองทุน ประกอบไปด้วย “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “SCBGOLDE”, “กองทุนเปิดบัวหลวงโกลด์ฟันด์” หรือ “BGOLD” และ “กองทุนเปิดกรุงศรีโกลด์” หรือ “KF-GOLD” มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน 5.50%, 5.00% และ 4.58% ตามลำดับ
Bottom3 “กองทุนทองคำ” ตั้งแต่ต้นปีติดลบทะลุ -9%...“KKP GOLD” ผลงานแย่สุด -10.52%
ในฝั่งของกองทุนที่มีผลตอบแทน “ติดลบมากที่สุด” 3 อันดับแรก อย่าง “กองทุนเปิดเคเคพี โกลด์” หรือ “KKP GOLD” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันติดลบ -10.52% ที่จะลงทุนในกองทุนรวมหลายกองทุนที่เกี่ยวข้องกับทองคำ โดยเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมทองคำ (ETF) หลายกองทุนกองทุนอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ที่มีตัวแปรเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน (Hedging) ตามสภาวการณ์ตลาดหรือเมื่อบริษัทจัดการเห็นสมควร

ถัดมาเป็น “กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลด์ อินคัม ชนิดสะสมมูลค่า” หรือ “PRINCIPAL iGOLD-A” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -9.56% ที่มีนโยบายนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘SPDR Gold Trust’ เพียงกองทุนเดียว และจะมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศ
และสุดท้าย “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล โกลด์ สปอท 7 ซีรี่ส์ 3” หรือ “I-GOLD7S3” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -9.38% ที่จะนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมทองคำ (ETF) หลายกองทุน รวมไปถึงอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ที่มีตัวแปรเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน ตามสภาวการณ์ตลาดหรือเมื่อบริษัทจัดการเห็นสมควร รวมทั้งอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน
“ทองคำ ถือเป็น ‘เซฟเฮฟเว่น’ ของนักลงทุนหลายๆ คนที่มีประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงและยังช่วยสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมในยามที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน แต่อาจจะต้องจับจังหวะลงทุนหรือมีการคัดเลือกกองทุนที่เหมาะสมเพื่อให้พอร์ตลงทุนมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเช่นกัน ในส่วนของสินทรัพย์ทางเลือกแนะนำมีติดพอร์ตไว้ 5-10%”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
