“หุ้นเอเชีย” The Story of Growth-กำไรโตดี ราคาถูก... ส่วน “หุ้นโลก” เน้น “กระจาย” ไม่ “กระจุก” -รับมือความผันผวน !!!
Fun of Funds: ทำไม? “หุ้นเอเชีย” จึงน่าสนใจลงทุน และ “หุ้นโลก” ที่ปีนี้ปรับฐานลงมาแล้วกว่า -20% ก็ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการ “กระจายความเสี่ยง”
ต้องย้อนไปดูมุมมองล่าสุดจากทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ที่ยังมีมุมมองเชิงบวกกับภูมิภาค “เอเชีย” ที่คาดว่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีนี้ 4.0% เป็น 4.3% ในปีหน้า เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวที่ผลักดันให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
แม้ว่าภาพรวม “เศรษฐกิจโลก” ในปีหน้าจะมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องก็ตามจากปีนี้ที่ 3.2% เหลือ 2.7%
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจใน “2 ภูมิภาค” ด้วย Story ที่แตกต่างมาฝากกัน

“เอเชีย” ศก.โตโดดเด่น-พลังขับเคลื่อนจาก “ชนชั้นกลาง”...เสี่ยงเกิด Recession น้อยกว่าภูมิภาคอื่น
สำหรับ “หุ้นเอเชีย” ยังมีเสน่ห์ในสายตาของนักลงทุนด้วย Story ของ “การเติบโต” และมีความเสี่ยงที่จะเกิด “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) น้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในโลกอีกด้วย
โดย “ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) มองว่า “เอเชีย” เป็นภูมิภาคที่มีรายได้รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และเกาหลีใต้ เป็นต้น เป็นภูมิภาคที่มีโอกาสเติบโตจากการบริโภคของชนชั้นกลางอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยว, กิจกรรมในประเทศ ที่สำคัญภูมิภาคเอเชียมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยน้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับภูมิภาคนี้

(ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์)
“นอกจากนี้ภูมิภาคเอเชียมี ‘การบริโภคจากชนชั้นกลาง’ มากขึ้นโดยเฉพาะภาคอีคอมเมิร์ซ โดยตั้งแต่ปี2015 ชนชั้นกลางของเอเชียได้แซงหน้ายุโรปและอเมริกาเหนือ และในขณะที่การขยายตัวของเมืองยังคงดำเนินต่อไป ประชากรชนชั้นกลางของเอเชียจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2 พันล้านคน เป็น 3.5 พันล้านคน ภายในปี2030 กลุ่มประชากรจำนวนมากดังกล่าวจะผลักดันการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายในปี2030 ภูมิภาคนี้จะคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของการบริโภคของชนชั้นกลางทั่วโลก”
ชี้ “หุ้นเอเชีย” กำไรโตสูงกว่าภูมิภาคอื่น...ราคายังถูกกว่ากลุ่ม “ตลาดพัฒนาแล้ว”
นอกจากนี้ “หุ้นเอเชีย” ยังน่าสนใจจากกลุ่ม ‘หุ้นเติบโต’ (Growth Stock) ที่ยังคงอยู่ในจังหวะขาขึ้นช่วงระยะยาว (Long-Term Trend) Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น (ดัชนี MSCI Asia Ex. Japan) มีการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในปี 2023 และ 2024 โดยมีกำไรต่อหุ้นเติบโต 5% และ 4.9% ตามลำดับ ขณะที่ “หุ้นสหรัฐ” โต 0.40% และ 1.40% ตามลำดับ ส่วน “หุ้นยุโรป” โต 0.2% และ 1.7% ตามลำดับ และ “หุ้นญี่ปุ่น” โต 1.4% และ 1.1% ตามลำดับ
ในปี22 เองก็คาดกำไรต่อหุ้นในภูมิภาคเอเชียเติบโตสูงกว่าเช่นกันอยู่ที่ 3.5% ในขณะที่สหรัฐโต 1.70% ยุโรปเติบโต 3.3% และญี่ปุ่นโต 1.6%

“ในขณะที่ “หุ้นเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น)” (ดัชนี MSCI Asia Ex. Japan) มีระดับ Valuation ที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น มี P/E อยู่ในระดับต่ำ 10.27 เท่า เมื่อเทียบดัชนี S&P500 อยู่ที่ 18.82 เท่า ตลาดหุ้นพัฒนาแล้วอยู่ที่ 16.46 เท่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี TOPIX อยู่ที่ 14.44 เท่า ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ที่ 14.31 เท่า เป็นต้น จึงทำให้ ‘หุ้นเอเชีย’ เป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าจับตามองในแง่การลงทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนในระยะยาว”
แนะใช้ “หุ้นโลก” เป็น Core Port รับมือความผันผวน...เลี่ยงลงทุนแบบ “กระจุก” แต่เน้น “กระจาย”
อย่างไรก็ตาม เรื่องของ “ความผันผวน” ก็ยังน่าจะคงอยู่กับตลาดการลงทุนโลกอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก “หุ้นโลก” จึงเป็นทางเลือกในการกระจายการลงทุนที่ดีเช่นเดียวกัน
โดย “บดินทร์ พุทธ์อินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง มองว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี “หุ้นโลก” ปรับฐานลงไปประมาณ 20% ซึ่งในปีนี้มีปัจจัยที่ถือเป็น “Black Swan” หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นประเด็นยูเครน-รัสเซีย, การล๊อคดาวน์จากนโยบาย Zero Covid ในจีน, เงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก แต่หากวิเคราะห์ถึงปัจจัยหลักที่กระทบต่อการลงทุนในปีคงเป็นเรื่องของเงินเฟ้อ และการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเพื่อชะลอเงินเฟ้อ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นและกระทบไปยังการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนลดลง
อย่างไรก้ตามเราประเมินว่าในช่วงปลายปีนี้จนถึงปีหน้า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) อาจจะใช้นโยบายตึงตัวน้อยกว่าในช่วงที่ผ่านมาของปี ซึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อรายเดือนที่เริ่มทรงตัวมากขึ้นและคาดว่าน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปเรียบร้อยแล้วในปีนี้

“ในมิติการลงทุน ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ การเก็งกำไรระยะสั้นหรือเลือกลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง/ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งอาจมีความเสี่ยงสูง แนะนำลงทุน ‘หุ้นโลก’ เป็น Core Port ระยะยาวเพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายภูมิภาค และหากวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงของหุ้นโลก ถือว่าเริ่มน่าสนใจเพราะหากประเมินการทั้งระดับดัชนี และ P/E ที่ลงมาในระดับที่น่าสนใจ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี เกือบ 1S.D. การเติบโตของกำไรในปีนี้ยังทำได้ดี”
ใครที่มองหา “การเติบโต” หุ้นเอเชียน่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่ควรไม่ข้าม ส่วนใครที่เน้นปลอดภัย ของกระจายความเสี่ยงไว้ก่อนกับอนาคตที่ไม่แน่นอน “หุ้นโลก” ก็น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี แล้ว Story ไหนที่ตรงกับใจคุณ?
