“ตลาดหุ้น” ปีฉลูตึงตัว...ให้น้ำหนักการลงทุน ‘เท่าตลาด’-มองกรอบ ‘หุ้นไทย’ 1,400 -1,650 จุด!!!
ปี 2021 คาดเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในทิศทางฟื้นตัวโดยเฉพาะกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่-เอเชีย (Emerging Asia)” จะฟื้นตัวได้ดีกว่า “ตลาดพัฒนาแล้ว (Advanced Economies)”
ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเองเริ่มต้นปีมาไม่สดใสเท่าไรนัก ถือเป็นข่าวร้ายเล็กๆ หลัง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงเหลือ 2.7% (จากเดิม 4%) ถือว่าแย่กว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน เพราะเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งกาการท่องเที่ยวมากไปนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม หากเทียบ ‘วิกฤติ COVID-19’ ในครั้งนี้ กับ ‘วิกฤติ Subprime’ เมื่อ 12 ปีก่อน วิกฤติครั้งนี้กระทบเศรษฐกิจแรงกว่า (โดยเฉพาะภาคบริการ) แต่เศรษฐกิจก็ฟื้นเร็วกว่าเช่นกันและหวังว่าจะเห็นโมเมนตัมในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง...‘ไม่สะดุด’ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมด้วยเช่นกัน
แล้วทิศทางการลงทุนใน “ตลาดหุ้น” ปี2021 นี้ จะเป็นเช่นไร วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจาก “บลจ.พรินซิเพิล” มาอัพเดทให้ฟังกัน
ข่าวร้าย “เศรษฐกิจไทย” ฟื้นตัวช้ากว่าเพื่อนบ้าน...แนะให้น้ำหนักการลงทุนใน “หุ้น” เท่าตลาด
โดย“วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล จำกัด มองว่า ปัจจัยบวกในปี2021 นี้ นอกจากเรื่องของ “วัคซีนป้องกัน COVID-19” แล้ว ก็ยังมีเรื่องของ “China Rising” เพราะจีนเป็นเศรษฐกิจใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่ GDP ในปี 2020 ไม่ติดลบ และทาง IMF คาดว่าจะโตได้ 8.1% ในปี 2021 ซึ่งคาดว่าการฟื้นตัวของจีนจะช่วยหนุนให้กลุ่มประเทศกาลังพัฒนาในเอเชียฟื้นตัวตามไปด้วย รวมถึงเรื่อง “Back to Globalization” ที่คาดว่าการเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของ “โจ ไบเดน” จะปรับเปลี่ยนแนวทางการเจรจากับจีนจากแบบทวิภาคีเป็นแบบพหุภาคี คือ อาศัยความร่วมมือจากคู่ค้ารายอื่นและเวทีการค้าโลกมากขึ้น จึงน่าจะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงของ ‘สงครามการค้า (Trade War)’ ลงได้บ้าง และน่าจะช่วยให้การค้าโลกกลับมาคึกคักมากขึ้นไม่วุ่นวายเหมือนสมัยของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

(คุณวิน พรหมแพทย์)
“ส่วนเศรษฐกิจไทยทาง ‘แบงก์ชาติ’ คาดว่าต้องใช้เวลา 2 ปีกว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมา ‘จุดเดิม’ ประมาณกลางปี2022 ปัจจัยหลักคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 6-7 ปี กว่าจะกลับมาเท่าเดิม หรือประมาณ 5 ปีจากนี้ ถือว่าฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นในเอเชีย โดยจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย คือ ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นและ ‘หนี้กลุ่มธุรกิจ SME’ ที่มีอัตราส่วนหนี้เสียเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อคนไทยมีหนี้มาก กำลังที่จะมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ลดลงไปด้วย”
เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นมากในช่วงปลายปี 2020 แนะนำลดน้ำหนักทั้ง “หุ้นไทย” และ “หุ้นโลก” เป็น Neutral Weight โดยใช้กลยุทธ์ “Buy on Dip” พร้อมกับแนะนำให้ ‘เพิ่มน้ำหนัก (OW)’ ในกลุ่ม REITs และ ‘ลดน้ำหนัก (UW)’ ในทองคำ
มองกรอบ “หุ้นไทยปี21” ที่ 1,400 -1,650 จุด...แนะ ‘ซื้อเมื่ออ่อนตัว (Buy on Dip)’
สำหรับปี 2021 คาดว่า “ตลาดหุ้นไทย” จะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ, การฟื้นตัวของรายได้ภาคเกษตร, การฟื้นตัวของกาไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Revision) ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียน, กระแส Fund Flows ของนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางค่าเงินเงินดอลลาร์อ่อน อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่ตลาดจะผันผวนได้มาก ในระยะสั้นจึงควรพิจารณาจังหวะการเข้าลงทุนด้วยความระมัดระวัง
“แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ ‘Buy on Dip’ คือ รอซื้อเมื่อตลาดปรับลง โดยเรามองกรอบ SET Index ที่ 1,400 -1,650 จุด ให้รอซื้อเมื่อตลาดปรับเข้าใกล้ระดับ 1,400 จุด โดยในช่วงไตรมาสที่1/21 ยังเน้นหุ้น ‘กลุ่ม Cyclical’ ที่จะโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เช่น ปิโตรเคมี, พลังงาน, นิคมอุตสาหกรรม, บ้านเดี่ยว, โรงแรม และโรงพยาบาล และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของรายได้ภาคเกษตร เช่น เงินกู้ส่วนบุคคล และ Home Improvement”

“หุ้นโลก” ราคาตึงตัว-แต่ยังไปได้...จากมาตรการอัดฉีดเงินเพื่อกู้เศรษฐกิจทั่วโลก
ช่วงปลายปี 2020 ถึงต้นปี 2021 “ตลาดหุ้นโลก” เป็นขาขึ้นรับข่าววัคซีนและจากสภาพคล่องที่ล้นระบบ ทาให้ Valuation อยู่ในระดับ ‘ตึงตัว’ แทบทุกตลาด โดยดัชนี ‘MSCI AC World’ ปี 2021 Forward P/E ที่ 20 เท่า และเมื่อพิจารณาจาก Composite Valuation จะพบว่าตลาดหุ้นโลกอยู่ในระดับแพงที่สุดในรอบ 18 ปี อย่างไรก็ดี คาดว่า ‘ระยะกลาง–ยาว’ ตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในขาขึ้นโดยได้รับแรงหนุนจากการอัดฉีดเม็ดเงิน QE และการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ ‘ระยะสั้น’ มีโอกาสที่จะผันผวนได้มากจากข่าวร้ายที่คาดไม่ถึง เช่น QE Tapering หรือ Bond Yield ปรับสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาด
“ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนและเศรษฐกิจเอเชียที่ฟื้นเร็ว จะทำให้ ‘หุ้น Emerging Market Asia’ มีโอกาส Outperform หุ้นสหรัฐ ในขณะเดียวกัน ‘หุ้น Thematic’ ที่เกี่ยวกับ ‘นวัตกรรม (Innovation)’ และ ‘พลังงานสะอาด (Clean Energy)’ ยังมีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาว จึงแนะนำให้จัดพอร์ตแบบ ‘Core –Satellite’ โดยใช้กลยุทธ์ Buy on Dip คือ รอซื้อเมื่อตลาดปรับลง”
โดยกองทุนที่ใช้เป็น “Core Port” ได้แก่ PRINCIPAL GOPP และ PRINCIPAL GEF ส่วน “Satellite Port” แล้วแต่ชอบ ถ้าเป็น ‘ภูมิภาค’ แนะนำ PRINCIPAL APDI, PRINCIPAL CHEQ และ PRINCIPAL VNEQ หรือถ้าชอบ ‘Thematic’ แนะนำ PRINCIPAL GINNO, PRINCIPAL GEDTECH, PRINCIPAL GCLOUD และ PRINCIPAL GHEALTH หรือถ้าชอบแนว ‘Income Play’ แนะนำ PRINCIPAL GREITs และ PRINCIPAL GFIXED
แนะเพิ่มน้ำหนักการลงทุน “กลุ่ม REIT”
สำหรับ “ตลาด REITs” ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2020 หลังมีข่าวดีเรื่องวัคซีน ซึ่งเป็นผลบวกกับกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มโรงแรม แต่ในภาพรวมระดับราคา REITs ยังฟื้นไม่เท่า “ตลาดหุ้นโลก” และ “ตลาดตราสารหนี้โลก” จึงคาดว่ายังมี Upside คือ มีโอกาสที่ตลาดจะฟื้นต่อไปได้อีกในปีนี้
นอกจากนี้ การระบาดรอบใหม่ทำให้เกิด ‘การล็อกดาวน์บางส่วน (Partial Lockdown)’ เป็นผลบวกกับกลุ่มค้าปลีก ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก จะทำให้ REITs ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น โดยคาดหวังโอกาสรับเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 3–5% ต่อปี ในช่วงปี 2021-2023

“แนะนำให้ Overweight สินทรัพย์กลุ่ม REITs โดยเน้นลงทุนในกลุ่มที่มีรายได้มั่นคงและได้รับผลกระทบน้อยจาก COVID-19 ได้แก่ Data Centers, Logistics, Infrastructure แต่ควรมองหาโอกาสเพิ่มน้ำหนักกลุ่มที่น่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งแรกปี21 หลัง Lockdown ได้แก่ Retail, Hotels ที่เคยได้รับผลกระทบมากจาก COVID-19 ไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ควรเน้นการลงทุนใน Asia-Pacific REITs ได้แก่ ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น และสิงคโปร์”
ปีฉลูนี้ในภาพรวมแล้ว “หุ้น” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ แต่ให้น้ำหนักการลงทุน ‘เท่าตลาด (Neutral Weight)’ ทั้งหุ้นไทยและหุ้นเทศ โดยรอซื้อเมื่อตลาดอ่อนตัว (Buy on Dip) เป็นสำคัญ ไม่ต้องไล่ราคา...และ ‘เพิ่มน้ำหนัก (OW)’ การลงทุนในกลุ่ม REIT หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
