“World Bank” คาดราคาทองปี23 ลดลงต่อเนื่องเหลือ 1,700 ดอลล์... ด้าน “สภาทองคำโลก” ชี้ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” & “ค่าเงินดอลลาร์” ยังเป็น 2 ปัจจัยเสี่ยงหลัก !!!
สาระ Fund วันละนิด: ในวันที่ “เงินเฟ้อสูง” แต่ราคาของ “ทองคำ” ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ต่อสู้เงินเฟ้อ (Inflation Hedge) กลับไม่ไปไหนไกล ล่าสุดขยับมาเทสระดับ 1,800 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ได้อีกครั้ง แต่ผลตอบแทนช่วง 1 ปี อยู่ที่ +0.87% เท่านั้น
แต่ไม่ว่า “ราคาทองคำ” จะขึ้นหรือลงก็ตาม ก็ยังคงเป็นหนึ่งใน “สินทรัพย์ทางเลือก” ที่ต้องมีติดพอร์ตไว้สำหรับนักลงทุนทั่วโลกเพื่อ “กระจายความเสี่ยง” นั่นเอง
สำหรับ “พอร์ตเกษียณ” ยิ่งไม่ควรพลาด นอกเหนือจากสินทรัพย์หลักอย่างหุ้นหรือตราสารหนี้แล้ว ประโยชน์ของ “ทองคำ” เมื่อผสมมาไว้ในพอร์ตลงทุนจะช่วยให้ “ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง” (Risk-adjusted Return) ดีขึ้น
เมื่อ “เงินเฟ้อ” เริ่มทรงตัว เห็นแนวโน้ม “ดอลลาร์อ่อนค่า” ก็ดูจะทำให้รัศมีของทองคำเจิดจ้าขึ้นมาในหมู่นักลงทุนอีกครั้ง ย้อนหลัง 1 เดือนราคาทองคำดีดขึ้นมากกว่า +10% วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกัน
สถิติฟ้อง “ทองคำ” ระยะยาวยังเป็น ‘สินทรัพย์ที่ต่อสู้เงินเฟ้อ’ ได้ดี…มีติดพอร์ตช่วยให้ ‘สุขภาพพอร์ต’ ดีขึ้น
ปัจจุบัน “ทองคำ” ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์การลงทุนอย่างเต็มตัว ปัจจัยที่เข้ามากระทบก็มากมายหลากหลายต่างไปจากในอดีต ปีนี้ “เงินเฟ้อสูง” แต่ผลตอบแทนของ “ทองคำ” กลับดูไม่โดดเด่นเท่าไรนัก จนนักลงทุนทั่วโลกต่างสงสัย แต่หากดูข้อมูลระยะยาวระยะ 50 ปี ในอังกฤษเองนั้น ก็ยืนยันว่าในระยะยาว “ทองคำ” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี

“และที่สำคัญในช่วง ‘วิกฤติ’ จะวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเงิน หรือล่าสุดวิกฤติจาก COVID-19 ‘ทองคำ’ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ โดยเปรียบเทียบอีกด้วย ดังนั้น การมี ‘ทองคำ’ ติดพอร์ตไว้จึงช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีเสถียรภาพมากขึ้น ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยงดีขึ้น มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก และยังช่วยเสริมสภาพคล่องให้ในยามจำเป็นได้อีกด้วย”
“World Bank” คาด ‘ราคาทองคำ’ แนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่อง...มองปี23 ที่ 1,700 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์
ส่วนในปีนี้ที่ “ทองคำ” ผลตอบแทนไม่โดดเด่นทั้งที่เงินเฟ้อสูงนั้น ทาง “สภาทองคำโลก” (World Gold Council) อธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าวว่าเป็นผลกระทบเชิงลบจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” และ “ดอลลาร์แข็งค่า” แม้ว่าจะมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อในโลกก็ตาม อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปัจจัยลบดังกล่าวจะเริ่มเบาบางลงแต่ก็ยังเป็น 2 ปัจจัยเสี่ยงต่อราคาทองคำข้างหน้าอยู่เช่นเดิม
“เชื่อมั่นว่าความต้องการ ‘ทองคำ’ ยังคงแข็งแกร่งในระยะยาวในฐานะที่เป็นการลงทุนที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี”

เป็นมุมมองที่สอดคล้องกันกับทาง “ธนาคารโลก” (World Bank) ต่อปัจจัยหลักที่กระทบราคาทองคำในปีนี้ โดยมุมมองล่าสุดเดือนต.ค.22 นั้น ทาง World Bank คาดว่าราคาทองจะลดลงเหลือ 1,700 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ในปี23 จากค่าเฉลี่ย 1,775 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ในปี22 และในปี24 ราคาทองคำจะปรับตัวลงไปที่ระดับ 1,650 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์
“กองทอง-RMF”...ทางเลือกในการ “กระจายความเสี่ยง” สำหรับ “พอร์ตเกษียณ”
ลองมาดูผลตอบแทนเฉลี่ยของ “กองทุนทองคำ” กันบ้าง พบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยก็แกว่งตัวไม่ไปไหนไกลเช่นเดียวกัน แต่ก็เป็นบวกในทุกช่วงเวลา มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เพราะลักษณะของสินค้าโภคภัณฑ์ก็จะมาเป็นรอบๆ แล้วก็หายไป แต่ “ทองคำ” ก็เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนทั่วโลกมีไว้ติดพอร์ตกันทั้งนั้น จะนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนบุคคล หรือแบงก์ชาติต่างๆ เองก็ตาม ไม่มีใครไม่สนทองคำ (ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือจะลงก็ตาม)

“แม้ในยุคของสินทรัพย์ดิจิทัลจะโดดเด่นจนครั้งหนึ่งถูกมองว่าจะเข้ามาแทนที่ ‘ทองคำ’ กันเลยทีเดียว แต่ทองคำก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ เป็นของจริงที่จับต้องได้”
การมี “ทองคำ” ไว้ในพอร์ตจึงอยากให้มองในมิติของการเสริมสุขภาพพอร์ตการลงทุนให้แข็งแรงเป็นสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจว่า “กองทุนทองคำ” เองในอุตสาหกรรมก็จะมีไม่มากปัจจุบัน 50 กอง เป็น “กองทองปกติ” 35 กอง “กองทอง-RMF” 13 กอง และ “กองทอง-SSF” อีก 2 กอง เท่านั้น
สำหรับพอร์ตการลงทุนของใคร ยังไม่มี “ทองคำ” ติดพอร์ตไว้ แนะนำให้มีติดพอร์ตเพื่อสุขภาพของพอร์ตที่ดีขึ้น ที่แนะนำกันโดยทั่วไปก็ติดไว้ไม่เกิน 5 -10% ไม่ว่าจะ “พอร์ตปกติ” หรือ “พอร์ตเกษียณ” ก็ตามในลักษณะของการ “กระจายความเสี่ยง” เป็นสำคัญ
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
