มรสุม “ปัจจัยลบ” ยังกดดัน “หุ้นเวียดนาม” ระยะสั้น... ถ้า “คลี่คลายได้” มั่นใจ ตลาดจะ ‘ฟื้นตัวดี & ต่อเนื่อง’ !!!
Fun of Funds: “หุ้นเวียดนาม” ปีนี้ดิ่งหนักหักปากกาเซียนไปกว่า -35% จากที่เคยขึ้นไปทำ All Time High ระดับ 1,500 จุด มาก่อนหน้า
จากความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) และ “เงินเฟ้อสูง” ซึ่งกระทบต่อการลงทุนทั่วโลกแล้ว เวียดนามที่พื้นฐานแข็งโป๊กเองก็ไม่รอดเช่นเดียวกัน
แต่ “กองหุ้นเวียดนาม” ที่ออกไอพีโอขายยังคงโกยเงินนักลงทุนได้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนถึง “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุนไทยที่มีต่อตลาดหุ้นเวียดนามได้เป็นอย่างดี
ใครถืออยู่แล้วเจ็บตัวหนัก ก็คงไม่ใช่เวลาจะมาขายกันแล้ว รอตลาดฟื้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ส่วนใครที่ซื้อไว้ต้นทุนถูก ยังลุ้นได้ในระยะยาว
มุมมอง “หุ้นเวียดนาม” จากนี้จะเป็นยังไงนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นเวียดนาม” เทรด P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี...ราคาถูก-คาดกำไรปีหน้าโต 12%
โดย “ธิดาศิริ ศรีสมิต” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย มองว่า ปัจจุบัน ดัชนี VN Index ซื้อขายอยู่ที่ discount อย่างมาก โดย 2566 P/E 12 เดือนอยู่ที่ 9.5 เท่า (-2SD จาก P/E เฉลี่ย 5 ปี) ประมาณการ Bloomberg consensus โดยปัจจุบันตลาดมีการคาดการณ์ Earnings growth ในปี 2566 ที่ 12% ราคาเป้าหมายดัชนีปลายปีที่ระดับ 1,200 จุด
ใน “ระยะสั้น” คาดว่าตลาดยังมีความผันผวนอยู่สูง และปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะความกังวลเงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่จะกระทบกับเวียดนาม ปัญหาความตึงตัวของสภาพคล่องในภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนแรงขายของนักลงทุนรายย่อยซึ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่า 80% ของตลาดและมีการใช้ Margin loan อยู่ในระดับสูง เหล่านี้จะยังเป็นปัจจัยกดดันผลตอบแทนจากตลาดหุ้นเวียดนามต่อไป อย่างไรก็ตามคาดว่าจากมาตรการความช่วยเหลือของรัฐบาลที่เริ่มทยอยออกมาซึ่งจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในตลาดอสังหาฯ และผ่อนคลายความกังวลของนักลงทุนรายย่อยลงไปได้เช่นกัน

(ธิดาศิริ ศรีสมิต)
“แต่ใน ‘ระยะกลางถึงระยะยาว’ เรายังมีมุมมองเชิงบวก จากปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างประเทศ การส่งออก และการบริโภคในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในระดับสูง และระดับ Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ”
ส่วนการเข้ามาปราบปรามเรื่องการปั่นหุ้นและการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังจะทำให้ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” มีเสถียรภาพและความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง ตลาดเวียดนามจะสามารถฟื้นตัวได้ดีจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยการฟื้นตัวของ GDP เวียดนามคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศอื่นด้วยแรงสนับสนุนจากการส่งออกและการบริโภคในประเทศ
“นอกจากนี้ ในอนาคต ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ ยังมีโอกาสในการถูกปรับสถานะจาก ‘ตลาดหุ้นชายขอบ’ (Frontier Market) สู่ ‘ตลาดเกิดใหม่’ (Emerging Market) ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อีกมากเลยทีเดียว”
“รัฐบาลเวียดนาม” ทยอยออกมาตรการแก้ไข “ปัญหาสภาพคล่อง”...หนุนเสถียรภาพ “ตลาดหุ้นกู้” และ “ค่าเงินด่อง”
สำหรับประเด็นใหญ่ที่ต้องจับตามองของ “เวียดนาม” ในขณะนี้เป็นเรื่อง “ปัญหาสภาพคล่อง” ซึ่งอาจต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลร่วมด้วยในการแกปัญหา โดยในปัจจุบันรัฐบาลได้ทยอยออกมาตรการมาช่วยเหลือในหลายรูปแบบ เช่น
1) การออกตราสารหนี้ผ่านการปรับปรุงฎีกาฉบับที่ 65 (Decree 65) ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในระบบ โดยรายละเอียดที่สำคัญของข้อบังคับใช้ฉบับใหม่ คือการเลื่อนวันที่จะมีผลบังคับใช้ฎีกาฉบับที่ 65 ไปเป็นวันที่ 1 ม.ค. 2567 เพื่อที่จะผู้ที่จะเสนอขายหุ้นกู้และตลาดมีเวลาปรับตัวตามข้อบังคับใหม่ นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ผู้ออกหุ้นกู้ขยายระยะเวลาไถ่ถอนไปได้มากที่สุด 2 ปี ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นกู้ให้เห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นกู้และผู้ออกหุ้นกู้มีเวลาเจรจาปรับเปลี่ยนโครงสร้างหนี้
“และท้ายสุดคือการอนุญาตให้มีการแปลงสภาพเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อ ‘ลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ’ ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาให้เข้ากับข้อกฎหมายปัจจุบัน โดยสรุปแล้วฎีกาฉบับปรับปรุงนี้มีจุดประสงค์ที่จะเพิ่มความโปร่งใสให้กับ ‘ตลาดหุ้นกู้’ และเพื่อที่จะปกป้องนักลงทุนในหลาย ๆ ด้าน และเพื่อที่จะให้เวลาสำหรับทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการเตรียมตัวก่อนที่ข้อกฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้ โดยในปัจจุบันการปรับปรุงฎีกาฉบับดังกล่าวอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2566”
2) “ธนาคารกลางเวียดนาม” ได้ออกมาประกาศเพิ่มอัตราขยายตัวของสินเชื่ออีก 1.5-2.0% เป็น 15.5-16% โดยทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารว่าอัตราดอกเบี้ยจะเป็นเท่าใดโดยธนาคารที่มีสภาพคล่องที่สูงและมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจะสามารถเพิ่มอัตราขยายตัวของสินเชื่อได้มากกว่าเพื่อที่จะช่วยจัดการปัญหาเรื่องสภาพคล่องสำหรับบริษัทต่าง ๆ ในระยะสั้นได้ โดยเฉพาะสภาพคล่องในตลาดหุ้นกู้
3) “ธนาคารกลางเวียดนาม” ได้ส่งสัญญาณ ‘การเพิ่มสภาพคล่อง’ เข้าไปในระบบ หลังจากการเพิ่มอัตราขยายตัวของสินเชื่อโดยมีการใช้สัญญาการซื้อคืน (repo) เป็นระยะเวลา 3 เดือน เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา นอกจากการที่ธนาคารกลางได้อัดฉีดเงินจำนวน 4 ล้านล้านด่องเข้าสู่สถาบันจำนวน 7 แห่ง ผ่านการดำเนินการผ่านตลาดการเงิน ธนาคารกลางยังอนุมัติให้สถาบัน 4 แห่งกู้ยืมเงินจำนวน 3 ล้านล้านด่องเป็นระยะเวลา 91 วัน ซึ่งแสดงถึงความพยายามของธนาคารกลางที่จะกระตุ้นสภาพคล่องในระยะยาว
“นอกเหนือจากมาตรการที่กล่าวมาข้างต้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามาในเวียดนามเป็นจำนวนมากจะเป็นตัวกระตุ้นที่จะส่งเสริม ‘ค่าเงิน’ และ ‘สภาพคล่องของเงินด่อง’ และพัฒนาภาพเศรษฐกิจของเวียดนามได้เป็นอย่างดี”
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ แบ่งเงินไปลงทุน “หุ้นเวียดนาม” บางส่วนสำหรับการลงทุน “ระยะยาว” ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน แต่ถ้าหวังจะไป “เก็งกำไรสั้นๆ” ด้วยสภาพตลาดที่ยังผันผวนสูง อาจจะไม่เหมาะเท่าไรนัก
